ทองคำปรับขึ้นในวันพฤหัสบดีมาอยู่ราว 4,620 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.67% หลังแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือนที่ 4,510 ดอลลาร์ในวันพุธ แต่ยังมีแนวโน้มปรับลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน
การปรับขึ้นเกิดขึ้นหลังเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง จากการที่โตเกียวเพิ่มการส่งสัญญาณเตือนเรื่องการ “แทรกแซงค่าเงิน” (FX intervention: การที่ทางการเข้าไปซื้อ/ขายเงินตราเพื่อพยุงหรือกดค่าเงิน) ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) อยู่แถว 98.28 ลดลง 0.68%
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นประเด็นหลัก
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในความสนใจ หลังสหรัฐระบุว่าจะคง “การปิดล้อมทางเรือ” ต่ออิหร่าน (naval blockade: ใช้กองทัพเรือสกัดการเดินเรือ/การขนส่ง) จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันมีการพิจารณาแผน “เปิดช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) ควบคู่ความพยายามคุ้มครองการไหลของพลังงาน แต่ยังคงกดดันท่าเรือของอิหร่าน
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นหนุนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ “อัตราดอกเบี้ย” อยู่สูงนาน และเป็นปัจจัยลบต่อทองคำที่ “ไม่มีดอกผล” (non-yielding gold: ทองคำไม่จ่ายดอกเบี้ย/ปันผล) ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed: ธนาคารกลางของสหรัฐ) คงดอกเบี้ยที่ 3.50%–3.75% ด้วยมติ 8–4 ถือเป็นจำนวนเสียงคัดค้านมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992
ตลาดประเมินว่าดอกเบี้ยจะ “ทรงตัว” ไปถึงปี 2026 ขณะที่โอกาส “ขึ้นดอกเบี้ย” ภายในเดือนเมษายน 2027 เพิ่มเป็น 23.8% จาก 0.8% เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยวาระของเจอโรม พาวเวลล์จะสิ้นสุดวันที่ 15 พฤษภาคม และเควิน วอร์ชรอการลงมติเต็มคณะของวุฒิสภา (full Senate vote: การลงมติรับรองตำแหน่ง)
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐไตรมาส 1 ปี 2026 ขยายตัว 2.0% แบบปรับเป็นรายปี (annualised: แปลงอัตรารายไตรมาสให้เทียบเท่ารายปี) จากเดิม 0.5% และสูงกว่า 2.3% ที่คาด ส่วนดัชนี PCE เดือนมีนาคม (PCE: ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ) เพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบเดือนก่อน (MoM: เดือนต่อเดือน) และ PCE พื้นฐาน (core PCE: ตัดราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน) เพิ่มขึ้น 0.3% MoM; ขณะที่ยอดซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกในปี 2022 รวม 1,136 ตัน คิดเป็นราว 70,000 ล้านดอลลาร์
ทองคำเผชิญแรงหนุน–แรงกดดันจากมหภาค
ขณะนี้ทองคำถูกดึงด้วยปัจจัยสองด้าน คือดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า แต่ถูกกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังสูงต่อเนื่อง สภาพแวดล้อมนี้จำกัดโอกาสปรับขึ้น โดยตลาดให้โอกาสราว 1 ใน 4 ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงเดียวกันของปีหน้า ดังนั้นการเด้งขึ้นใกล้แนวต้าน 4,685 ดอลลาร์ควรระมัดระวัง
การเปลี่ยนผู้นำเฟดในวันที่ 15 พฤษภาคมสร้างความไม่แน่นอนสูง และคาดว่าความผันผวนจะเพิ่มขึ้นมาก คณะกรรมการมีความเห็นต่างมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992 ทำให้สัญญาณนโยบายจากประธานคนใหม่อาจทำให้ราคาผันผวนแรง
ภายใต้ภาพนี้ การใช้ “ออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายสินทรัพย์ในราคาและเวลาที่กำหนด โดยไม่ใช่ข้อผูกมัด) เพื่อเดิมพัน “การแกว่งแรง” มากกว่าการเดาทิศทาง อาจเหมาะกว่า เช่น “สแตรดเดิล” (straddle: ซื้อออปชันซื้อและออปชันขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อได้ประโยชน์หากราคาขึ้นหรือลงแรง) ซึ่งทำให้ทำกำไรได้หากราคาทะลุกรอบ ไม่ว่าจะเป็นการพุ่งจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง หรือการหลุดแนวรับ 4,500 ดอลลาร์จากท่าทีเข้มงวดของเฟด (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง)
ความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่านยังทำให้ตลาดนึกถึงทศวรรษ 1970 ที่ความตึงเครียดทางการเมืองและราคาน้ำมันพุ่งดันราคาทองทำจุดสูงสุด แม้ดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซรุนแรงขึ้น อาจกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (flight to safety: เงินไหลเข้าทรัพย์สินที่เสี่ยงต่ำ) ทำให้ “คอลออปชัน” (call options: สิทธิในการซื้อ) เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ปะทุแบบฉับพลันได้
ด้านอุปสงค์จริง (physical demand: ความต้องการซื้อทองคำจริง) ยังเป็นฐานสำคัญ โดยธนาคารกลางยังซื้อทองต่อเนื่องจนถึงปี 2025 และปีนี้ ซึ่งช่วยพยุงราคา และบ่งชี้ว่าหากราคาหลุดต่ำกว่า 4,500 ดอลลาร์ อาจมีแรงซื้อรองรับจำนวนมาก