ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงอัตราดอกเบี้ยไว้หลังการประชุมเดือนเมษายน โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลัก (main refinancing rate: อัตราที่ธนาคารพาณิชย์กู้ยืมเงินระยะสั้นจาก ECB) อยู่ที่ 2.15% อัตราดอกเบี้ยช่องทางกู้ยืมฉุกเฉิน (marginal lending facility: อัตรากู้ข้ามคืนที่สูงกว่า ใช้เมื่อธนาคารต้องการสภาพคล่องเร่งด่วน) อยู่ที่ 2.4% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (deposit facility: ดอกเบี้ยที่ธนาคารฝากเงินไว้กับ ECB มักเป็นฐานของอัตราดอกเบี้ยตลาดระยะสั้น) อยู่ที่ 2%
คริสติน ลาการ์ด ระบุว่าเศรษฐกิจมีแรงส่งก่อนเกิดความผันผวนล่าสุด โดยอุปสงค์ในประเทศ (domestic demand: การใช้จ่ายและการลงทุนภายในประเทศ) ยังเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต เธอกล่าวว่ามุมมองเศรษฐกิจยังไม่แน่นอนสูง โดยความขัดแย้งกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นอ่อนแอลง และห่วงโซ่อุปทาน (supply chains: เครือข่ายการผลิต-ขนส่งสินค้า) ตึงตัว
Energy Costs And Domestic Demand
เธอกล่าวว่าต้นทุนพลังงานที่สูงมีแนวโน้มกดดันรายได้ และทำให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนชะลอการลงทุน ความต้องการแรงงาน (labour demand: อุปสงค์การจ้างงาน) ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ครัวเรือนถูกมองว่ายังมีฐานะการเงินแข็งแรงพอสมควร จึงช่วยรองรับผลกระทบได้บางส่วน
ECB ระบุว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อด้านสูง (upside risks to inflation: โอกาสที่เงินเฟ้อจะออกมาสูงกว่าคาด) และความเสี่ยงการเติบโตด้านต่ำ (downside risks to growth: โอกาสที่เศรษฐกิจจะโตต่ำกว่าคาด) รุนแรงขึ้น และจะตัดสินใจแบบประชุมต่อประชุม โดยอิงข้อมูลใหม่ (incoming data: ข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยประกาศ) พร้อมย้ำว่าไม่ผูกมัดล่วงหน้ากับทิศทางดอกเบี้ย (not pre-committing to a rate path: ไม่ระบุแนวทางดอกเบี้ยล่วงหน้า) และพอร์ต APP และ PEPP กำลังลดลง เพราะยูโรซิสเต็ม (Eurosystem: ECB และธนาคารกลางของประเทศสมาชิกยูโรโซน) ไม่ได้นำเงินต้นที่ได้รับคืนไปลงทุนซ้ำ (principal payments: เงินต้นจากพันธบัตรที่ครบกำหนดหรือถูกไถ่ถอน)
– APP (Asset Purchase Programme: โครงการซื้อสินทรัพย์/พันธบัตรเพื่ออัดฉีดสภาพคล่อง)
– PEPP (Pandemic Emergency Purchase Programme: โครงการซื้อสินทรัพย์ฉุกเฉินช่วงโควิด)
ลาการ์ดระบุว่าตัวชี้วัดเงินเฟ้อพื้นฐาน (underlying inflation indicators: ตัววัดเงินเฟ้อที่ตัดความผันผวน เช่น ตัดอาหารและพลังงาน) แทบไม่เปลี่ยนแปลง ความคาดหวังเงินเฟ้อระยะยาว (longer-term expectations: ความคาดการณ์เงินเฟ้อหลายปีข้างหน้า) อยู่ราว 2% และราคาพลังงานจะทำให้เงินเฟ้อสูงกว่า 2% ในระยะใกล้ ECB จะเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจฉบับปรับใหม่ในเดือนมิถุนายน และการตัดสินใจเดือนเมษายนเป็นเอกฉันท์
หลังประกาศ EUR/USD อยู่ที่ 1.1695 เพิ่มขึ้น 0.17% ดัชนี PMI ภาคบริการ (services PMI: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ สะท้อนภาวะธุรกิจ โดยต่ำกว่า 50 หมายถึงหดตัว) อยู่ที่ 47.4 ในเดือนเมษายน และตลาดให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยรวมราว 65 เบซิสพอยต์ (basis points: 1 เบซิสพอยต์ = 0.01%) ภายในสิ้นปี