คริสติน ลาการ์ด กล่าวว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB: ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายสำคัญ (key interest rates: ดอกเบี้ยอ้างอิงที่กำหนดทิศทางต้นทุนเงินกู้ในเศรษฐกิจ) ไว้ในการประชุมเดือนเมษายน หลังเศรษฐกิจมีแรงส่งก่อนเผชิญความผันผวนล่าสุด เธอระบุว่า อุปสงค์ในประเทศ (domestic demand: การใช้จ่ายและการลงทุนภายในประเทศ) ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโต แต่แนวโน้มมีความไม่แน่นอนสูงมาก
เธอกล่าวว่า ข้อมูลที่เข้ามาชี้ว่าความขัดแย้งกำลังกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจต่ออนาคตอ่อนลง พร้อมเสริมว่า ห่วงโซ่อุปทาน (supply chains: เครือข่ายการผลิต–ขนส่งสินค้าและวัตถุดิบ) กำลังตึงตัว
ราคาพลังงานและความไม่แน่นอนของการเติบโต
ลาการ์ดกล่าวว่า ราคาพลังงานที่สูงมีแนวโน้มกดดันรายได้ และอาจทำให้บริษัทและครัวเรือนชะลอการลงทุน เธอระบุว่า ความต้องการแรงงาน (labour demand: ความต้องการจ้างงานของนายจ้าง) ชะลอลงต่อเนื่อง ขณะที่ครัวเรือนยังมีฐานะการเงินแข็งแรง และจุดเริ่มต้นที่ดีช่วยรองรับผลกระทบได้บางส่วน
เธอกล่าวว่า มาตรการการคลัง (fiscal responses: มาตรการของรัฐด้านงบประมาณ เช่น อุดหนุน ลดภาษี) ควรเป็นเพียงชั่วคราว มีเป้าหมายชัด และออกแบบให้เหมาะกับสถานการณ์ นอกจากนี้ เธอระบุว่า ตัวชี้วัดเงินเฟ้อพื้นฐาน (underlying inflation: เงินเฟ้อที่ตัดผลของรายการผันผวน เช่น พลังงาน/อาหารบางส่วน เพื่อดูแรงกดดันด้านราคาแท้จริง) แทบไม่เปลี่ยนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ลาการ์ดกล่าวว่า เครื่องมือติดตามค่าจ้าง (wage tracker: ตัวชี้วัดแนวโน้มค่าจ้าง) สะท้อนว่า การเติบโตของต้นทุนแรงงานเริ่มชะลอ แต่แบบสำรวจชี้ว่าต้นทุนด้านอื่นยังเพิ่มขึ้น เธอระบุว่า มาตรวัดความคาดหวังเงินเฟ้อระยะยาว (longer-term inflation expectations: การคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตระยะหลายปี) ส่วนใหญ่อยู่ใกล้ 2%
เธอกล่าวว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้ออยู่เหนือ 2% ต่อไปในระยะใกล้ และ ECB จะติดตามขนาดและผลกระทบของการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่า ความเสี่ยงต่อการเติบโตเอนเอียงไปทางด้านลบ (downside risks: มีโอกาสออกมาแย่กว่าคาดมากกว่า)
นัยต่อการซื้อขายและการจัดพอร์ตความเสี่ยง
แนวโน้มยังไม่แน่นอนสูง เพราะแรงส่งเศรษฐกิจกำลังชะลอ ขณะที่เงินเฟ้อยังสูงจากต้นทุนพลังงาน ธนาคารกลางจึงเหมือน “รอดูสถานการณ์” ในตอนนี้ โดยขึ้นดอกเบี้ยได้ยากเพราะเสี่ยงกระทบการเติบโต แต่ก็ไม่พร้อมลดดอกเบี้ยเพราะราคายังสูง ภาพนี้ชี้ว่าตลาดอาจผันผวนมากขึ้นในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า
ความเสี่ยงด้านลบต่อการเติบโตชัดขึ้น โดยภาคธุรกิจสูญเสียความเชื่อมั่น ดัชนี IFO Business Climate ของเยอรมนี (ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจจากสถาบัน IFO) ล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 89.5 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สภาพแวดล้อมนี้เอื้อต่อมุมมองเชิงลบต่อหุ้นยุโรป (bearish: คาดว่าราคาจะปรับลง) ทำให้พุตออปชัน (put options: สัญญาที่ให้สิทธิขายสินทรัพย์ที่ราคา/ช่วงเวลาที่กำหนด ใช้ป้องกันความเสี่ยงหรือเก็งกำไรขาลง) บนดัชนีอย่าง DAX หรือ Euro Stoxx 50 เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงหรือเก็งกำไรที่สอดคล้องกับภาพรวม
เงินเฟ้อยังเป็นปัญหาหลัก โดยตัวเลขเงินเฟ้อยูโรโซนแบบประมาณการเบื้องต้น (flash inflation: ตัวเลขเร็วที่ประกาศก่อนตัวเลขทางการฉบับสมบูรณ์) เดือนเมษายนอยู่ที่ 3.1% สูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างต่อเนื่อง เมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude: ราคามาตรฐานอ้างอิงน้ำมันดิบในตลาดโลก) ยังยืนเหนือ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โอกาสลดดอกเบี้ยในระยะใกล้จึงน้อย ผู้ลงทุนควรเตรียมรับสภาพแวดล้อมดอกเบี้ย “สูงนาน” (higher for longer: ดอกเบี้ยอยู่ระดับสูงต่อเนื่อง) โดยการวางสถานะผ่านฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ย (interest rate futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย ใช้คาดการณ์/ป้องกันความเสี่ยงทิศทางดอกเบี้ย) ที่สะท้อนว่ายังไม่มีการผ่อนคลายนโยบายอย่างน้อยจนปลายปีนี้
ความต้องการแรงงานเริ่มเย็นลง ทำให้อัตราว่างงานขยับขึ้นเป็น 6.7% การผสมกันของข้อมูลที่อ่อนลงกับท่าทีธนาคารกลางที่ยังไม่ขยับ มักทำให้ตลาดผันผวน ดัชนี VSTOXX (ดัชนีความผันผวนของหุ้นยุโรป คล้ายดัชนี VIX ของสหรัฐ) เคลื่อนไหวแถว 22 และคอลออปชันบน VSTOXX (VSTOXX calls: สิทธิซื้อที่ได้ประโยชน์เมื่อดัชนีความผันผวนปรับขึ้น) อาจเป็นวิธีต้นทุนไม่สูงในการรับประโยชน์จากความผันผวนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น
น้ำเสียงระมัดระวังต่อการเติบโตสร้างแรงกดดันต่อเงินยูโร โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่ธนาคารกลางยังเข้มงวด (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อ มักเอียงไปทางขึ้นดอกเบี้ย/คงดอกเบี้ยสูง) แม้ครัวเรือนยังมีฐานะการเงินดี แต่แรงต้านจากความขัดแย้งและราคาพลังงานยังเด่นกว่า ดังนั้น การถือสถานะขาย EUR/USD (shorting: คาดว่าราคาจะลง) ผ่านฟิวเจอร์สหรือออปชัน (options: สัญญาสิทธิซื้อ/ขายเพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือเก็งกำไร) จึงเป็นกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับภาพในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า