WTI ซึ่งเป็นราคาน้ำมันดิบอ้างอิงของสหรัฐ เคลื่อนไหวใกล้ 104.90 ดอลลาร์ในช่วงเช้าตลาดเอเชียวันพฤหัสบดี ราคาเพิ่มขึ้นหลังสหรัฐยังคงใช้ “การปิดล้อมทางเรือ” (naval blockade: ใช้กองทัพเรือสกัดกั้นการเดินเรือเข้า-ออก) บริเวณท่าเรือของอิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศว่าจะออกจาก OPEC
วันพุธ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า การปิดล้อมจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุข้อตกลงกับเตหะรานเรื่อง “โครงการนิวเคลียร์” ของอิหร่าน (nuclear programme: แผนพัฒนาเทคโนโลยี/เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่อาจเชื่อมโยงการผลิตอาวุธ) ตามรายงานของ Bloomberg ขณะที่อิหร่านเตือนว่าจะมี “ปฏิบัติการทางทหารที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” หากสหรัฐยังปิดล้อมเรือที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านต่อไป
Uae Exit And Iran Blockade
UAE ระบุว่าจะออกจาก OPEC ในวันที่ 1 พฤษภาคม โดยประกาศเมื่อวันอังคาร หลังเกิดเหตุโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อ UAE ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ซึ่งถูกระบุว่าเชื่อมโยงกับอิหร่าน (ซึ่งเป็นสมาชิก OPEC เช่นกัน)
รายงานเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวดังกล่าวกับ “วิกฤตพลังงานที่รุนแรง” ที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน ความคืบหน้าเหล่านี้เพิ่มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และหนุนราคาน้ำมัน WTI ให้ปรับขึ้น
ความกังวลของตลาดสะท้อนผ่านราคาของ “ออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ในราคาและเวลาที่กำหนด) โดยดัชนีความผันผวนของออปชันน้ำมันดิบ CBOE (OVX) ล่าสุดขึ้นไปแตะ 55 ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เห็นมาตั้งแต่ช่วงช็อกราคาในปี 2025 “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดคาดไว้จากราคาออปชัน) ที่สูง หมายความว่าการซื้อ “คอลออปชัน” ตรง ๆ (call option: สิทธิซื้อเพื่อเก็งว่าราคาจะขึ้น) จะมีต้นทุนสูง จึงอาจพิจารณา “บูลคอลสเปรด” (bull call spread: ซื้อคอลราคาใช้สิทธิหนึ่งและขายคอลอีกระดับ เพื่อลดต้นทุนแต่จำกัดกำไรสูงสุด) เพื่อเก็งกำไรขาขึ้นโดยลดค่าเบี้ยประกัน (premium: ราคาที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน)
Positioning For Continued Volatility
ข้อมูลอุปทานล่าสุดยังสนับสนุนมุมมองเชิงบวก โดยรายงานของ EIA (Energy Information Administration: หน่วยงานข้อมูลพลังงานของสหรัฐ) สัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่า “สต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ลดลง” (inventory draw: ปริมาณคงคลังลดลง สะท้อนอุปทานตึงตัว) 3.8 ล้านบาร์เรล สูงกว่าที่ตลาดคาด (consensus forecast: ค่าคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์) เกือบสองเท่า บ่งชี้ว่าความสะดุดของห่วงโซ่อุปทานโลก (global supply chains: เครือข่ายการผลิตและขนส่งระหว่างประเทศ) จากการปิดล้อมเริ่มทำให้ตลาดสหรัฐตึงตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาระหว่าง Brent และ WTI ขยายเกิน 8 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี โดย Brent ได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับการค้าทางทะเล (seaborne trade: การขนส่งสินค้าทางเรือ) และอ่อนไหวต่อความเสี่ยงจากตะวันออกกลางมากกว่า