ใบอนุญาตก่อสร้าง (Building Permits: จำนวนใบอนุญาตที่หน่วยงานรัฐอนุมัติให้เริ่มก่อสร้าง ซึ่งมักใช้เป็นสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับกิจกรรมก่อสร้าง) ของสหรัฐเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบรายเดือนในเดือนกุมภาพันธ์ จาก 1.376 ล้านรายการ เป็น 1.538 ล้านรายการ
สะท้อนว่ามีการออกใบอนุญาตมากกว่าเดือนก่อน โดยเพิ่มขึ้น 0.162 ล้านรายการ
สัญญาณความแข็งแกร่งของตลาดที่อยู่อาศัย
การพุ่งขึ้นของใบอนุญาตก่อสร้างเดือนกุมภาพันธ์สู่ระดับ 1.538 ล้านรายการ สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดที่อยู่อาศัยมากกว่าคาด ตัวเลขนี้เป็น “ตัวชี้วัดล่วงหน้า” (Leading Indicator: ข้อมูลที่มักขยับก่อนเศรษฐกิจจริง ช่วยบอกแนวโน้มในอนาคต) บ่งชี้ว่ากิจกรรมก่อสร้างมีแนวโน้มคึกคักต่อเนื่องในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน จึงเป็นสัญญาณบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
ความแข็งแกร่งของภาคที่อยู่อาศัยส่งผลต่อเนื่องไปยังบริษัทที่ขายวัสดุก่อสร้างและแรงงาน ทำให้มีโอกาสเห็นกำไรของบริษัทในกลุ่มที่เกี่ยวข้องปรับดีขึ้น ข้อมูลนี้ชี้ว่า “อุปสงค์พื้นฐาน” (Underlying Demand: ความต้องการซื้อที่เกิดจากฐานเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่ปัจจัยชั่วคราว) ยังทนทานกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ช่วงต้นปี ซึ่งทำให้มุมมองเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวแรงดูไม่สอดคล้องนัก
เมื่อกิจกรรมเศรษฐกิจยังประคองตัว ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed: ธนาคารกลางของสหรัฐที่กำหนดนโยบายดอกเบี้ย) จึงไม่น่าจะรีบลดดอกเบี้ย ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดเดือนมีนาคมระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัววัดระดับราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) ยังอยู่แถว 3.1% สูงกว่าเป้าหมายของเฟด ตัวเลขที่อยู่อาศัยครั้งนี้จึงเพิ่มเหตุผลให้เฟดยังคงระมัดระวัง และอาจคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น
สำหรับนักลงทุนเชิงเก็งกำไร “คอลออปชัน” (Call Options: สัญญาซื้อสิทธิในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาในอนาคต เหมาะเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น) บนกองทุน ETF กลุ่มผู้สร้างบ้าน เช่น XHB (Homebuilder ETF: กองทุนรวมดัชนีที่ลงทุนในหุ้นบริษัทสร้างบ้าน) อาจเป็นทางเลือก โดย XHB ปรับขึ้นแล้วกว่า 8% ในปีนี้ หากเทียบอดีต เคยเห็นแรงขึ้นคล้ายกันช่วงต้นปี 2025 ก่อนหุ้นกลุ่มนี้ทำผลงานดีในไตรมาสถัดมา รูปแบบดังกล่าวชี้ว่าตลาดยังอาจให้น้ำหนักต่อแนวโน้มขาขึ้นของกลุ่มที่อยู่อาศัย
แนวโน้มดอกเบี้ยและตลาดพันธบัตร
ความเป็นไปได้ที่ดอกเบี้ยจะทรงตัวสูง ทำให้ “ตราสารหนี้” (Fixed Income: สินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสด/ดอกเบี้ย เช่น พันธบัตร) ดูน่าสนใจลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (10-year Treasury yield: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตร ซึ่งมักเคลื่อนไหวสวนทางกับราคาพันธบัตร) เพิ่งแตะ 4.5% เป็นครั้งแรกนับจากช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว สะท้อนมุมมองดังกล่าว นักลงทุนบางส่วนอาจพิจารณา “พุตออปชัน” (Put Options: สัญญาซื้อสิทธิในการขายสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาในอนาคต เหมาะเมื่อคาดว่าราคาจะลง) บน ETF พันธบัตร เช่น TLT (Bond ETF: กองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรระยะยาว) หากมองว่าอัตราผลตอบแทนยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ ซึ่งโดยทั่วไปกดดันราคาพันธบัตร
รายงานนี้ยังส่งผลต่อ “สินค้าโภคภัณฑ์” (Commodities: วัตถุดิบซื้อขายในตลาด เช่น ไม้ น้ำมัน โลหะ) โดยเฉพาะไม้แปรรูป เพราะการก่อสร้างมากขึ้นเท่ากับความต้องการวัตถุดิบสูงขึ้น เราเคยเห็น “สัญญาซื้อขายล่วงหน้า” ของไม้ (Lumber Futures: สัญญาตกลงซื้อขายไม้ในอนาคตตามราคาและเวลาที่กำหนด) ปรับขึ้นแรงในปี 2024 เมื่อการเริ่มสร้างบ้านเพิ่มขึ้นเกินคาด และสถานการณ์คล้ายกันอาจเกิดขึ้นอีก ทำให้บางกลยุทธ์มองการถือ “สถานะซื้อ” (Long Position: ซื้อเพื่อหวังว่าราคาจะขึ้น) ในสัญญาไม้เป็นทางเลือก