ทองคำถูกกดดันจากเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนโดยราคาน้ำมัน ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real interest rates: อัตราดอกเบี้ยหลังหักเงินเฟ้อ) อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนในการถือครองสินทรัพย์ที่ “ไม่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย” อย่างทองคำสูงขึ้น ความต้องการซื้อจากสถาบัน (institutional investors: นักลงทุนรายใหญ่ เช่น กองทุน/บริษัท), กองทุน ETF (Exchange-Traded Fund: กองทุนที่ซื้อขายในตลาดเหมือนหุ้น) และธนาคารกลาง อ่อนแรงลงนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
โดยทั่วไปทองคำมักปรับขึ้นตามเงินเฟ้อ แต่จะเผชิญแรงกดดันเมื่อธนาคารกลางคุมเข้มนโยบาย (policy tightens: ขึ้นดอกเบี้ย/ลดสภาพคล่อง) และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเพิ่มขึ้น คล้ายช่วงปี 1979–82 การช็อกฝั่งอุปทานเชิงลบ (negative supply shock: สินค้าขาดแคลนทำให้ต้นทุนพุ่ง) อาจทำให้นโยบายยังเข้มงวดและผลตอบแทนแท้จริงจากการถือครอง (real carry: ผลตอบแทนสุทธิหลังหักเงินเฟ้อของการถือเงิน/พันธบัตร เมื่อเทียบกับทองที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย) อยู่สูง
ประเด็นกังวลหลักของตลาด
ความกังวลของตลาดรวมถึงภาวะ “สแต็กเฟลชัน” (stagflation: เศรษฐกิจโตช้าแต่เงินเฟ้อสูง) และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตลอดเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve: โครงสร้างผลตอบแทนพันธบัตรหลายอายุ) ซึ่งกดดันกลุ่มโลหะ นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้น ทองคำลดลงราว 700 ดอลลาร์/ออนซ์ (–13%), เงินลดลง 21 ดอลลาร์/ออนซ์ (–22%) และทองแดงทรงตัวทั้งที่ตลาดขาดแคลนมาก (market deficit: อุปสงค์มากกว่าอุปทาน)
ธนาคารกลางบางแห่งชะลอการซื้อ เนื่องจากข้อจำกัดด้านสภาพคล่องที่เกี่ยวข้องกับสงคราม (liquidity constraints: เงินสด/สภาพคล่องตึงตัว) และอาจรอให้ราคาลดลง แนวรับเชิงเทคนิคอยู่ใกล้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day moving average: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 200 วันที่นักลงทุนใช้ดูแนวโน้ม) แถว 4,258 ดอลลาร์ และหากน้ำมันขึ้นถึง 150 ดอลลาร์/บาร์เรล อาจกดทองลงมาใกล้ระดับดังกล่าว
หากแนวรับบริเวณ 4,258 ดอลลาร์ยังอยู่ และราคาน้ำมันทรงตัว ทองคำมีโอกาสฟื้นตัวสู่ราว 5,200 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี
การซื้อขายและระดับทางเทคนิค
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านความต้องการของนักลงทุนสถาบัน โดยกองทุน ETF ทองคำมีเงินไหลออกสุทธิ (net outflows: ถอนเงินมากกว่าเงินไหลเข้า) มากกว่า 50 ตันในไตรมาส 1/2026 ภาวะนี้คล้ายช่วงปี 1979–82 เมื่อการคุมเข้มเพื่อสกัดเงินเฟ้อกดดันทองคำ ส่งผลให้การซื้อของธนาคารกลางยังซบเซานับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มในปี 2025
สำหรับผู้ซื้อขายอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาที่มูลค่าอ้างอิงกับสินทรัพย์ เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) ระดับสำคัญคือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ซึ่งอยู่ใกล้ 4,310 ดอลลาร์ หากราคาหลุดแนวรับนี้ต่อเนื่อง (sustained break: หลุดแล้วไม่รีบกลับ) อาจเกิดได้หากน้ำมันพุ่งไปใกล้ 150 ดอลลาร์ตามที่เคยพูดไว้ปีที่แล้ว แนวทางที่ระมัดระวังคือถือสถานะระยะสั้น หรือซื้อ “พุท” เพื่อป้องกันความเสี่ยง (protective puts: ออปชันขายที่ช่วยจำกัดขาดทุนเมื่อราคาลง) เพื่อรับมือความเสี่ยงขาลงในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มขาขึ้นระยะยาวอาจยังไม่เสีย หากแนวรับดังกล่าวยังช่วยพยุงราคาได้ โดยคาดว่าทองจะฟื้นสู่โซน 5,200 ดอลลาร์ปลายปี ผู้ลงทุนควรติดตามสัญญาณว่าน้ำมันเริ่มทรงตัว และตัวเลขเงินเฟ้อชะลอลง เพื่อพิจารณา “คอลออปชัน” ระยะยาว (call options: สิทธิซื้อที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาขึ้น) หรือถือสถานะฟิวเจอร์ส (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ตกลงราคาวันนี้ส่งมอบในอนาคต) สำหรับช่วงหลังของปี
เปิดบัญชีจริง VT Markets และ เริ่มซื้อขาย ได้ทันที