หุ้นสหรัฐยังทำผลงานดีกว่าตลาดอื่น โดย S&P 500 ปรับขึ้น 0.12% และ NASDAQ เพิ่มขึ้น 0.20% ทำสถิติสูงสุดใหม่ทั้งคู่ ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกที่ยังระมัดระวังความเสี่ยง
หุ้นกลุ่ม “Mag-7” (หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 7 บริษัท) เพิ่มขึ้น 0.64% ก่อนการประกาศผลประกอบการ (earnings: งบการเงินรายไตรมาสของบริษัท) ของ Alphabet, Microsoft, Amazon และ Meta ในวันถัดไป โดย Nvidia นำกลุ่ม พุ่ง 4.00%
หมุดหมายมูลค่าตลาดของ Nvidia
Nvidia ทำสถิติมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalisation: มูลค่าบริษัทในตลาดหุ้น คำนวณจาก “ราคาหุ้น x จำนวนหุ้น”) ที่ 5.26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย (Philly semiconductor index: ดัชนีหุ้นผู้ผลิตชิปในสหรัฐ) ลดลง 1.00% หลังจากทำสถิติขึ้นต่อเนื่อง 18 วันทำการ (winning streak: ปิดบวกต่อเนื่อง) โดยในช่วงดังกล่าวดัชนีเพิ่มขึ้นรวม 47.2%
หุ้นสหรัฐกำลังทำสถิติใหม่ แต่แรงหนุนกระจุกตัวในหุ้นเทคขนาดใหญ่ไม่กี่ตัว ขณะที่ตลาดส่วนอื่นยังระวังความเสี่ยง มุมมองนี้ทำให้พิจารณากลยุทธ์ที่อิง “ผู้นำตลาดแคบ” เช่น ใช้คอลออปชัน (call options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อสินทรัพย์ในราคาและเวลาที่กำหนด) บน Nasdaq 100 (ดัชนีหุ้นนอกภาคการเงินขนาดใหญ่ในตลาด Nasdaq) โดย VIX (ดัชนีความผันผวน: ตัวชี้วัดความกังวลของตลาด) อยู่ระดับค่อนข้างต่ำที่ 13.5 ทำให้ต้นทุนการซื้อออปชันเพื่อหวังขาขึ้นยังไม่สูงมาก
กลยุทธ์ออปชันช่วงประกาศงบ
การเพิ่มขึ้น 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวของ Nvidia ดัน “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนอยู่ในราคาออปชัน) ของออปชันหุ้น Nvidia สูงกว่าตลาดโดยรวมมากขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุน “ขายพรีเมียม” (sell premium: ขายออปชันเพื่อรับค่าเบี้ยออปชันล่วงหน้า) เช่น ทำคัฟเวอร์ดคอล (covered calls: ถือหุ้นอยู่แล้วและขายคอลออปชันเพื่อรับเบี้ย โดยยอมจำกัดกำไรขาขึ้น) โดยคาดว่าการปรับขึ้นแรงอาจชะลอลง
อีกด้านหนึ่ง ผู้ลงทุนบางรายอาจมองว่าฤดูกาลประกาศงบเป็นตัวเร่งให้ราคาผันผวนมากขึ้น ทำให้ “สแตรดเดิล” (straddle: ซื้อคอลและพุทที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังได้กำไรจากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) เป็นทางเลือกเพื่อทำกำไรจากการเคลื่อนไหวแรงทั้งสองทิศทาง
การจบสถิติขึ้นต่อเนื่อง 18 วันของดัชนีชิปฟิลาเดลเฟียเป็นสัญญาณว่ากลุ่มเทคฝั่งชิปอาจ “ปรับขึ้นแรงเกินไป” (overextended: ราคาไกลจากระดับที่เหมาะสมในระยะสั้น) โดยเคยเกิดภาพคล้ายกันช่วงกลางปี 2025 เมื่อหุ้นชิปพุ่งแรงก่อนพักฐาน “แกว่งออกข้าง” (sideways consolidation: ราคาเคลื่อนไหวในกรอบ) ราว 1 เดือน จึงอาจเป็นจังหวะพิจารณาซื้อพุทออปชัน (put options: สัญญาที่ให้สิทธิขาย) บน ETF กลุ่มชิป เช่น SOXX (กองทุน ETF หุ้นเซมิคอนดักเตอร์) เพื่อทำเฮดจ์ (hedge: ป้องกันความเสี่ยง) หากเกิดการย่อตัว (pullback: ปรับลงระยะสั้น)
ในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า จะมีการประกาศงบของบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Microsoft, Alphabet และ Meta ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะทำให้ความผันผวนระยะสั้นเพิ่มขึ้น กลยุทธ์คลาสสิกคือ “สแตรงเกิล” (strangle: ซื้อคอลและพุทคนละราคาใช้สิทธิ เพื่อหวังได้กำไรจากการแกว่งแรง โดยไม่ต้องเดาทิศทางให้ถูก) ซึ่งได้ประโยชน์เมื่อราคาขยับแรง โดยการตอบสนองของตลาดต่อผลประกอบการจะเป็นตัวกำหนดว่าแรงขึ้นของหุ้นเทคจะไปต่อได้หรือไม่ในช่วงฤดูร้อน
เปิดบัญชีจริง VT Markets และ เริ่มเทรด ได้ทันที