ดัชนี S&P 500 (SPX) ปรับขึ้นต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดเดือนมีนาคม โดยการเคลื่อนไหวถูกอธิบายว่าเป็น “รูปแบบอิมพัลส์ 5 คลื่นตามทฤษฎี Elliott Wave” (Elliott Wave = แนวคิดวิเคราะห์กราฟที่มองว่าราคาขึ้น-ลงเป็น “คลื่น” ซ้ำ ๆ) ระยะปัจจุบันถูกระบุว่าอยู่ในคลื่น ‘v’ ซึ่งหมายความว่ารูปแบบใกล้จบแล้ว
การประเมินเป้าหมายใช้ “Fibonacci extensions” (ฟีโบนัชชีแบบต่อระยะ = เครื่องมือคำนวณแนวต้าน/เป้าหมายจากสัดส่วนตัวเลขฟีโบนัชชี) โดยเป้าหมายคลื่น ‘v’ อยู่ที่ 7,231 จากสมมติฐานว่าคลื่น ‘v’ มีความยาว 61.8% ของคลื่น ‘i’ (61.8% = สัดส่วนสำคัญที่นักเทคนิคคอลใช้บ่อย) ระดับต่อไปคือ 7,344 ที่ 100% (ยาวเท่ากัน) และ 7,525 ที่ 161.8%
Key Extension Targets To Watch
หลังอิมพัลส์ครบ 5 คลื่น มีการคาดการณ์ “การย่อตัว” โดยอิง “Fibonacci retracements” (ฟีโบนัชชีแบบย่อกลับ = เครื่องมือประเมินแนวรับ/จุดพักฐานจากสัดส่วนการย่อของรอบขึ้นทั้งหมด) โดยการย่อที่พบได้ทั่วไปอย่างน้อยคือ 38% ซึ่งจะตีความเป็นการลงสู่โซน 6,900–7,000 (ขึ้นกับจุดสูงสุดที่จะเกิด)
บทวิเคราะห์ระบุความเป็นไปได้ของการปรับลง 2–5% เมื่อรูปแบบสิ้นสุด ผู้เขียนคือ Zorrays Junaid จาก Alchemy Markets ซึ่งเคยเขียนให้ DailyFX และ Elliott Wave Forecast
การปรับขึ้นของ S&P 500 จากจุดต่ำสุดวันที่ 30 มีนาคม 2026 ดูเหมือนเข้าใกล้ระยะท้าย ขณะนี้จับตาความเป็นไปได้ของ “จุดยอด” ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลง 2–5% ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า ผู้ลงทุนควรเตรียมรับความเป็นไปได้ที่ทิศทางตลาดจะเปลี่ยน เมื่อรูปแบบขาขึ้นปัจจุบันเริ่ม “เต็มรอบ”
ด้วยแรงตลาดที่ยังแข็งแรง ยังมีโอกาสดันขึ้นอีกระลอกไปหาเป้าหมายแรก 7,231 โดยมี VIX อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปีที่ 13.5 (VIX = ดัชนีความผันผวนที่สะท้อน “ความกลัว/ความผันผวนที่ตลาดคาด” มักอ้างอิง S&P 500) นักลงทุนสามารถใช้ “call options” (ออปชันซื้อ = สิทธิในการซื้อที่ราคาอ้างอิง เพื่อเก็งกำไรขาขึ้นโดยจำกัดความเสี่ยงไว้ที่ค่าเบี้ย) เพื่อร่วมเก็งกำไรช่วงปลายขาขึ้นด้วยความเสี่ยงที่จำกัด อย่างไรก็ดี ความผันผวนที่ต่ำมากสะท้อนภาวะตลาด “ชะล่าใจ” ซึ่งมักเกิดก่อนการปรับฐาน
Positioning For A Potential Reversal
ระดับสำคัญที่จับตาสำหรับการกลับตัวคือ 7,231 และหากผ่านได้คือ 7,344 รายงานเงินเฟ้อเดือนมีนาคม 2026 ที่ออกมาสูงกว่าคาดเล็กน้อย 3.6% เมื่อเทียบรายปี เทียบกับคาดการณ์ 3.4% อาจเป็นตัวกระตุ้นให้แรงขึ้นชะลอลง ภาพนี้คล้ายช่วงปลายปี 2025 เมื่อเงินเฟ้อออกมานอกคาดและทำให้เกิดการปรับฐานเร็วราว 4% (correction = การปรับลงระยะสั้นหลังขึ้นแรง)
เมื่อดัชนีเข้าใกล้เป้าหมายดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจพิจารณาซื้อ “protective puts” (พุทป้องกันความเสี่ยง = ออปชันขายเพื่อคุ้มครองพอร์ตหากตลาดลง) หรือทำ “bear call spreads” (สเปรดคอลฝั่งลบ = กลยุทธ์ขายคอลและซื้อคอลอีกตัวที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อรับผลตอบแทนเมื่อราคาไม่ขึ้นมาก โดยจำกัดความเสี่ยง) เพื่อวางตำแหน่งรับโอกาสขาลง กลยุทธ์เหล่านี้ช่วยรับผลจากการลง พร้อมควบคุมความเสี่ยงหากตลาดยังขึ้นต่อ เป้าหมายการย่อคาดไว้ที่โซน 6,900–7,000 ซึ่งเป็นการย่อกลับมาตรฐานของรอบขึ้นทั้งหมดจากจุดต่ำสุดเดือนมีนาคม
นี่ไม่ใช่สัญญาณให้ “ชอร์ต” ทันที (short = เปิดสถานะขายก่อนเพื่อหวังซื้อคืนถูกลง) แต่เป็นการเตรียมรับการกลับตัวที่อาจเกิดขึ้น รายงานการจ้างงานล่าสุดเพิ่มขึ้น 275,000 ตำแหน่ง สะท้อนตลาดแรงงานยังแข็งแรง และสนับสนุนมุมมองว่าเฟดไม่มีแรงจูงใจต้องรีบลดดอกเบี้ยมาก (Fed = ธนาคารกลางสหรัฐ) ซึ่งเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสเกิดจุดยอดระยะสั้น ดังนั้น การทยอยเพิ่มสถานะเชิงลบเมื่อทดสอบแนวต้าน อาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า