นักกลยุทธ์ของ Rabobank ยืนยันอีกครั้งว่า คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ “เฟด” ซึ่งเป็นธนาคารกลางของสหรัฐฯ) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้ ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yields หรือ “ยีลด์” หมายถึงผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตร) ที่ปรับสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย
อัปเดตดังกล่าวยังกล่าวถึงแผนเกี่ยวกับประธานเฟดคนถัดไป และความเป็นไปได้ที่เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) จะยังคงอยู่ในคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC: Federal Open Market Committee คือคณะกรรมการที่กำหนดนโยบายดอกเบี้ยและการเงินของสหรัฐฯ) หลังหมดวาระประธานหรือไม่ หากพาวเวลล์ออกจาก FOMC จะทำให้เกิด “ที่นั่งว่าง” เพิ่มอีกหนึ่งตำแหน่ง
กระทรวงยุติธรรมยุติการสอบสวนคดีปรับปรุงอาคารที่เกี่ยวข้องกับพาวเวลล์
รายงานระบุว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (Department of Justice) ยุติการสอบสวนคดีอาญาที่เชื่อมโยงกับพาวเวลล์และโครงการปรับปรุงอาคารของเฟด หลังจากนั้น ทิลลิส (Tillis) ถอนการคัดค้านต่อการเสนอชื่อวอร์ช (Warsh) ให้เข้าสู่กระบวนการลงมติของวุฒิสภา
ตลาดคาดว่าจะจับตาในวันพุธเพื่อดูสัญญาณว่าพาวเวลล์ตั้งใจจะอยู่ต่อใน FOMC หรือไม่ โดยบันทึกดังกล่าวเสริมว่า หากมีที่นั่งใหม่เปิดขึ้น ตลาดอาจมองว่าแนวโน้มใน FOMC จะ “ผ่อนคลายมากขึ้นเล็กน้อย” (dovish คือมีแนวโน้มสนับสนุนดอกเบี้ยต่ำ/การผ่อนคลายนโยบายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ)
รายงานยังระบุว่า แม้มีความคืบหน้าไปในทิศทางของผู้สมัครที่ทรัมป์ต้องการให้เป็นประธานเฟด แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังปรับขึ้น เพราะตลาดยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อเป็นหลัก พร้อมชี้ว่ามีข่าวที่ยืนยันได้จริงค่อนข้างน้อยเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลาง
ตลาดกลับมาโฟกัสเงินเฟ้อ
ในปัจจุบัน แม้ประเด็นการเมืองเฉพาะหน้าในเรื่องผู้นำเฟดจะคลี่คลายลงแล้ว แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังค่อย ๆ ขยับขึ้น สะท้อนความกังวลเงินเฟ้อแบบเดียวกับที่ผ่านมา โดยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (core CPI: ดัชนีเงินเฟ้อที่ “ตัด” ราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวนออก เพื่อดูแนวโน้มเงินเฟ้อที่แท้จริง) ช่วงต้นปี 2026 ชี้ว่าเงินเฟ้อยังดื้อดึงอยู่เหนือ 3.5% ทำให้ตลาดให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจมากกว่าคำชี้นำเชิงการเมือง ภาพนี้สอดคล้องกับมุมมอง “สูงนาน” (higher for longer คือดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่เคยคาด)
สำหรับนักเทรดตราสารอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือทางการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ย/พันธบัตร) สถานการณ์นี้สะท้อนการวางตำแหน่งเพื่อรับมือความไม่แน่นอนที่ต่อเนื่องในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย (interest rate futures: สัญญาล่วงหน้าที่อ้างอิงระดับดอกเบี้ยในอนาคต) กลยุทธ์ใช้ออปชัน (options: สัญญาที่ให้ “สิทธิ” ซื้อหรือขายในราคา/เวลาที่กำหนด) บนกองทุนอีทีเอฟพันธบัตร (Treasury ETFs: กองทุนรวมที่ซื้อขายเหมือนหุ้นและลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ) อาจเป็นทางเลือกเพื่อทำกำไรจากความผันผวน (volatility: การแกว่งตัวของราคา) โดยไม่จำเป็นต้องเดิมพันทิศทางดอกเบี้ยแบบชัดเจน เพราะตลาดไวต่อรายงานเงินเฟ้อทุกครั้ง ทำให้เกิดโอกาสเก็งกำไรระยะสั้นรอบการประกาศข้อมูล
นักลงทุนควรติดตามตลาดสัญญาตกลงอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า (forward rate agreement หรือ FRA: ข้อตกลงล็อกอัตราดอกเบี้ยในอนาคต) ซึ่งขณะนี้กำลังสะท้อนโอกาสที่ลดลงในการลดดอกเบี้ยก่อนสิ้นสุดฤดูร้อน นั่นหมายความว่านักลงทุนรายใหญ่กำลังเดิมพันว่าเฟดจะ “รอนานกว่า” ที่ตลาดเคยหวัง ขณะเดียวกัน กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงด้วยสวอปอัตราดอกเบี้ย (interest rate swaps: สัญญาแลกเปลี่ยนภาระดอกเบี้ย เช่น เปลี่ยนดอกเบี้ยลอยตัวเป็นดอกเบี้ยคงที่ เพื่อกันความเสี่ยงดอกเบี้ยลอยตัว) เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงดอกเบี้ยลอยตัว (floating-rate risk: ความเสี่ยงจากดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นลงตามตลาด) ยิ่งมีความสำคัญในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า