ดอลลาร์นิวซีแลนด์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนลงเป็นวันที่สองติดต่อกันในวันจันทร์ คู่ NZD/USD ขยับเหนือระดับ 0.5900 หลังดีดตัวขึ้นจากราว 0.5840 เมื่อวันศุกร์ และซื้อขายเหนือ 0.5910
ผู้เล่นในตลาดตอบสนองต่อรายงานความเป็นไปได้ที่สหรัฐและอิหร่านจะ “ลดความตึงเครียด” (de-escalation: ลดโอกาสการเผชิญหน้า/ลดแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์) โดย Axios รายงานว่าเตหะรานส่งข้อเสนอ “สันติภาพ” ไปยังสหรัฐ ซึ่งรวมถึงการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก) และการเลื่อนการเจรจานิวเคลียร์ออกไป
มุมมองทางเทคนิคระยะสั้น
สัญญาณทางเทคนิคระยะสั้นยังเป็นบวก โดย RSI อยู่แถว 60 (RSI: ดัชนีวัดแรงซื้อแรงขาย ค่าสูงสะท้อนแรงซื้อเด่น) และฮิสโตแกรมของ MACD สูงกว่า 0 เล็กน้อย (MACD: ตัวชี้วัดโมเมนตัม/แนวโน้ม ส่วนฮิสโตแกรมช่วยบอกแรงของการเคลื่อนไหว) แนวต้านอยู่ใกล้ 0.5930 จากนั้น 0.5965 (จุดสูงสุดวันที่ 10 มี.ค.) และราว 0.6015 (จุดสูงสุดวันที่ 26 ก.พ.)
แนวรับอยู่แถว 0.5860 ก่อนถึง 0.5840 (จุดต่ำสุดวันศุกร์) หากหลุด 0.5840 ตลาดอาจหันไปมองราว 0.5800 (จุดต่ำสุดวันที่ 13 เม.ย.)
กลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยง
ในบริบทนี้ เรามองว่าการวางสถานะเพื่อคาดหวังการแข็งค่าต่อของ NZD/USD ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้ายังน่าสนใจ กลยุทธ์ที่ตรงไปตรงมาคือซื้อออปชันคอล (call options: สัญญาที่ให้สิทธิ “ซื้อ” ที่ราคาใช้สิทธิ) ของ NZD/USD ที่หมดอายุ ก.ค. 2026 วิธีนี้ช่วยรับโอกาสขาขึ้น พร้อมจำกัดความเสี่ยงสูงสุดไว้ที่ “พรีเมียม” (premium: ค่าเบี้ยที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน)
ควรพิจารณาราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่ใช้ซื้อ/ขายตามสิทธิในสัญญา) แถว 0.6250 สูงกว่าราคาปัจจุบัน (spot price: ราคาซื้อขายทันที) ราว 0.6180 เล็กน้อย สถานะนี้ได้ประโยชน์ทั้งจาก “แครี่” ของการถือเงินกีวี (carry: ผลต่างดอกเบี้ยระหว่างสองสกุลเงิน) และโอกาสแข็งค่าหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐยังอ่อนลง ความเสี่ยงหลักยังเป็นการเปลี่ยนท่าทีแบบ “สายเหยี่ยว” ของเฟดอย่างฉับพลัน (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง/เข้มงวด) ซึ่งดูไม่น่าเกิดขึ้นนักจากรายงานตลาดแรงงานสหรัฐล่าสุด
เพื่อคุมความเสี่ยง อาจใช้บทเรียนจากการกลับทิศฉับไวของตลาดเงินช่วงที่ธนาคารกลางเปลี่ยนนโยบายในปี 2022 โดยจับคู่การถือคอลระยะยาวกับการซื้อพุต “นอกเงิน” (out-of-the-money put: ออปชันขายที่ราคาใช้สิทธิห่างจากราคาปัจจุบัน ใช้เป็นประกันความเสี่ยง) ในสัดส่วนที่น้อยกว่า เพื่อช่วยกันความเสียหายหากตลาดการลงทุนทั่วโลกกลับมา “รับความเสี่ยงลดลง” (risk sentiment sours: นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยง) หรือหาก RBNZ ส่งสัญญาณ “สายพิราบ” แบบไม่คาดคิด (dovish: ผ่อนคลายมากขึ้น มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย)