ดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นเทียบดอลลาร์สหรัฐในวันจันทร์ ทำจุดสูงสุดในรอบ 10 วันใกล้ 0.7190 หลังรีบาวด์จากบริเวณ 0.7100 เมื่อสัปดาห์ก่อน การปรับขึ้นเกิดขึ้นพร้อมการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ และคู่เงิน AUD/USD เคลื่อนไหวใกล้ 0.7200
Axios รายงานว่าเตหะรานส่งข้อเสนอ “สันติภาพ” ไปยังสหรัฐ โดยเสนอให้ยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง รายงานยังระบุว่าการเจรจานิวเคลียร์จะถูกเลื่อนไปในช่วงถัดไป
จับตาธนาคารกลางและเงินเฟ้อ
ตลาดจับตาการประชุมธนาคารกลางและตัวเลขเงินเฟ้อ โดยคาดว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Federal Reserve หรือ Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%–3.75% หลังการประชุม FOMC ในวันพุธ (FOMC คือคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐ)
การประเมินจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส คือสัญญาที่ตกลงซื้อขายกันล่วงหน้า) ผ่านเครื่องมือ CME FedWatch Tool ชี้ว่า มีโอกาส 66% ที่นโยบายจะยัง “คงดอกเบี้ย” ไปจนถึงสิ้นปี ก่อนเกิดสงคราม ตลาดเคยคาดว่าจะลดดอกเบี้ย 1–2 ครั้ง
ข้อมูล CPI ของออสเตรเลีย (CPI คือดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดเงินเฟ้อ) จะออกก่อนการตัดสินใจของธนาคารกลางออสเตรเลีย (Reserve Bank of Australia หรือ RBA) ในสัปดาห์หน้า คาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นในเดือนแรกของสงครามสหรัฐ–อิหร่าน ซึ่งทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ RBA จะขึ้นดอกเบี้ยต่อเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในเดือนพฤษภาคม
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและนัยต่อการเทรด
ข้อได้เปรียบด้าน “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” (rate differentials คือความต่างของดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีผลต่อเงินทุนไหลเข้าออกและค่าเงิน) ที่เคยหนุนดอลลาร์ออสเตรเลียในปีก่อน ลดลงมากแล้ว แม้ RBA จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (cash rate คือดอกเบี้ยอ้างอิงหลักในออสเตรเลีย) มาสู่ 4.60% แต่ Fed ก็กลับมาคุมเข้มนโยบายในช่วงปลายปี 2025 ทำให้อัตราดอกเบี้ย Fed Funds อยู่ในกรอบ 4.25–4.50% การเข้าใกล้กันของนโยบายนี้จำกัดการปรับขึ้นของ AUD/USD ซึ่งขณะนี้ซื้อขายใกล้ 0.6750
แรงกดดันเงินเฟ้อผ่อนคลายจากช่วงพีคในช่วงสงคราม แต่ยังเป็นประเด็นสำคัญ CPI รายไตรมาสล่าสุดของออสเตรเลียอยู่ที่ 3.1% ยังสูงกว่าเป้าหมายของ RBA ขณะที่ CPI ล่าสุดของสหรัฐอยู่ที่ 3.4% และยัง “เหนียว” (sticky คือชะลอลงยาก) สะท้อนว่าทั้งสองธนาคารกลางยังไม่รีบลดดอกเบี้ย ทำให้คู่เงินอาจเคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทางชัดเจน
สำหรับผู้เทรด “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives คือเครื่องมือทางการเงินที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ค่าเงิน) ภาวะดอกเบี้ยสูงแต่ทรงตัว และทิศทางนโยบายที่ต่างกันน้อยลง บ่งชี้ว่าราคาอาจแกว่งในกรอบ (range-bound) กลยุทธ์ “ขายความผันผวน” อาจใช้ได้ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า เช่น การทำ short strangle (คือขายออปชันสองด้านพร้อมกัน) โดยขาย call option ที่อยู่นอกเงินเหนือ 0.6900 และขาย put option ที่อยู่นอกเงินต่ำกว่า 0.6600 เพื่อรับประโยชน์จากการที่ราคาไม่วิ่งเป็นเทรนด์แรง (out-of-the-money คือราคาใช้สิทธิของออปชันอยู่ไกลจากราคาตลาดปัจจุบัน และมีโอกาสถูกใช้สิทธิน้อยกว่า)
เหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามคือ CPI รายไตรมาสครั้งถัดไปของออสเตรเลีย และการประชุม FOMC ในเดือนพฤษภาคม หากข้อมูลออกมาผิดคาด โดยเฉพาะเงินเฟ้อของประเทศใดประเทศหนึ่งเบี่ยงเบนมาก อาจทำให้ราคาหลุดกรอบเดิมได้ ระหว่างนี้ “อิมไพลด์โวลาติลิตี” (implied volatility คือความผันผวนที่ตลาดคาดจากราคาออปชัน) ของออปชัน AUD/USD ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงความขัดแย้งเมื่อปีก่อน