ราคาทองคำในฟิลิปปินส์ปรับขึ้นในวันจันทร์ ตามข้อมูลที่ FXStreet รวบรวม โดยราคาทองคำอยู่ที่ 9,218.90 เปโซฟิลิปปินส์ (PHP) ต่อกรัม เพิ่มขึ้นจาก 9,187.04 เปโซต่อกรัมในวันศุกร์
ราคาทองเพิ่มขึ้นเป็น 107,527.40 เปโซต่อ “โตลา” จาก 107,155.90 เปโซต่อโตลาในวันศุกร์ ราคาที่แสดงยังรวมถึง 92,188.98 เปโซสำหรับ 10 กรัม และ 286,738.80 เปโซต่อ “ทรอยออนซ์” (troy ounce: หน่วยชั่งน้ำหนักโลหะมีค่า โดย 1 ทรอยออนซ์ ≈ 31.1035 กรัม)
อัปเดตราคาทองคำฟิลิปปินส์
FXStreet แปลงราคาทองคำสากลเป็นเงินเปโซฟิลิปปินส์ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน USD/PHP (ดอลลาร์สหรัฐ/เปโซฟิลิปปินส์) และหน่วยชั่งน้ำหนักในท้องถิ่น โดยอัปเดตราคาทุกวันตามเวลาที่เผยแพร่ ข้อมูลนี้ใช้เพื่ออ้างอิง เนื่องจากราคาจริงในพื้นที่อาจต่างกันเล็กน้อย
ธนาคารกลางเป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ที่สุด โดยเพิ่มทองคำเข้าทุนสำรอง 1,136 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 70,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 ตามข้อมูลของสภาทองคำโลก (World Gold Council) ซึ่งเป็นยอดซื้อรายปีสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติ
ราคาทองมักเคลื่อนไหวสวนทางกับเงินดอลลาร์สหรัฐ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries: ตราสารหนี้ที่รัฐบาลสหรัฐออก) และอาจเคลื่อนไหวสวนทางกับสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทอง ได้แก่ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ) ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย อัตราดอกเบี้ย และทิศทางเงินดอลลาร์
ขณะนี้ทองคำยังยืนเหนือกำไรช่วงล่าสุดได้ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่เห็นว่าเงินดอลลาร์อ่อนลง อย่างไรก็ดี ตลาดกำลังให้น้ำหนักกับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) ในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจทำให้ราคาผันผวนมาก ระดับราคาปัจจุบันจึงเป็นจุดสำคัญสำหรับช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
แนวโน้มตลาดทองคำ
แรงหนุนพื้นฐานของทองคำยังแข็งแกร่งจากการซื้อของธนาคารกลาง ซึ่งเห็นชัดว่ามากขึ้นตลอดปี 2025 ต่อเนื่องจากแนวโน้มของปีก่อน ข้อมูลไตรมาส 1/2026 ยืนยันว่าเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังคงเป็น “ผู้ซื้อสุทธิ” (net buyer: ซื้อรวมมากกว่าขายรวม) โดยเพิ่มทองคำมากกว่า 290 ตันในทุนสำรองโลก ความต้องการที่ต่อเนื่องช่วยรองรับราคาและลดโอกาสเกิดแรงขายรุนแรง
ความเสี่ยงหลักของทองคำคือโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้น เพราะทำให้ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” (opportunity cost: ผลตอบแทนที่พลาดไปจากการเลือกถือสินทรัพย์หนึ่งแทนอีกสินทรัพย์) ของการถือสินทรัพย์ที่ “ไม่ให้ดอกผล” (non-yielding asset: สินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยหรือเงินปันผล เช่น ทองคำ) สูงขึ้น หลังการลดดอกเบี้ยช่วงปลายปี 2025 เงินเฟ้อยังลดลงยาก โดยอยู่ราว 3.1% ตามรายงาน CPI ล่าสุด (CPI: ดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดเงินเฟ้อ) หากเฟดส่งสัญญาณว่าจะคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด ทองคำอาจถูกกดดันให้ปรับลงได้ทันที
ท่ามกลางความไม่แน่นอน เรามองว่ากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการเหวี่ยงของราคา “ออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อหรือขายสินทรัพย์ในราคาและช่วงเวลาที่กำหนด) ยังน่าสนใจ โดย “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ตัวเลขที่สะท้อนความคาดหวังของตลาดต่อความผันผวนในอนาคต ซึ่งคำนวณจากราคาออปชัน) ของสัญญาล่วงหน้าทองคำ (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่กำหนดราคาและวันส่งมอบ) อยู่ใกล้ระดับต่ำของกรอบ 12 เดือน ทำให้กลยุทธ์อย่าง “ลองสแตรดเดิล” (long straddle: ซื้อออปชันซื้อและออปชันขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังกำไรจากการขึ้นแรงหรือร่วงแรง) มีต้นทุนไม่สูง แนวทางนี้ช่วยให้ผู้ลงทุนทำกำไรได้ทั้งกรณีทองพุ่งจากท่าทีผ่อนคลายของเฟด (dovish: โน้มเอียงไปทางการลดดอกเบี้ย/คุมเข้มน้อย) หรือร่วงจากความเข้มงวดเกินคาด (hawkish: โน้มเอียงไปทางขึ้นดอกเบี้ย/คุมเข้ม)
สำหรับผู้ลงทุนที่มองบวกต่อทองคำ เราแนะนำ “เดบิตคอลสเปรด” (debit call spread: ซื้อคอลออปชันแล้วขายคอลที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุน โดยรับความเสี่ยงและกำไรสูงสุดแบบจำกัด) เพื่อรับโอกาสขาขึ้นด้วยความเสี่ยงที่กำหนดได้ ตัวอย่างคือซื้อคอลออปชันเดือนมิถุนายน และขายคอลที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าในเวลาเดียวกันเพื่อลดเงินที่ต้องจ่ายตั้งแต่ต้น กลยุทธ์นี้ทำกำไรได้หากราคาทองปรับขึ้น แต่ช่วยจำกัดความเสียหายหากแนวโน้มดอกเบี้ยกดดันราคาทอง