ข้อมูล CFTC ของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า “สถานะสุทธิของผู้ลงทุนที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์” (non-commercial net positions หมายถึงสถานะซื้อสุทธิ/ขายสุทธิของนักเก็งกำไร เช่น กองทุน ไม่ใช่บริษัทที่ใช้เงินจริง) ในเงินเยน (JPY) ติดลบมากขึ้น
สถานะสุทธิลดลงมาอยู่ที่ ¥-94.5K จาก ¥-83.2K ในรายงานก่อนหน้า (K หมายถึง “พัน”)
การวางสถานะเก็งกำไรเป็นฝั่งลบมากขึ้น
สถานะ “ขายสุทธิ” (net short หมายถึงเปิดสถานะขายมากกว่าสถานะซื้อ คาดว่าราคาจะอ่อนค่า) ต่อเงินเยนเพิ่มขึ้น ทำให้มุมมองโดยรวมต่อเยนอ่อนค่ามากที่สุดในรอบหลายเดือน สะท้อนว่านักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่าเงินเยนยังมีโอกาสอ่อนค่าต่อ และแรงส่งหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งเมื่อเทียบเยน ส่งผลให้ USD/JPY มีแนวโน้มปรับขึ้น (USD/JPY คืออัตราแลกเปลี่ยน “ดอลลาร์ต่อเยน” ตัวเลขสูงขึ้นหมายถึงเยนอ่อนค่า)
ปัจจัยหลักยังเป็น “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” ระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น กล่าวคือดอกเบี้ยสหรัฐสูงกว่ามาก จึงดึงดูดเงินลงทุน ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐล่าสุด โดย “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (core CPI คือดัชนีราคาผู้บริโภคที่ตัดหมวดผันผวน เช่น อาหารและพลังงาน) อยู่ราว 3.2% ทำให้ตลาดมองว่าเฟด (Federal Reserve: ธนาคารกลางสหรัฐ) ยังจะคงนโยบายการเงินแบบเข้มงวด (restrictive stance หมายถึงคุมเข้มนโยบาย เช่น ดอกเบี้ยสูง/ไม่รีบลดดอกเบี้ย) ขณะที่ BoJ (Bank of Japan: ธนาคารกลางญี่ปุ่น) ส่งสัญญาณปรับออกจากนโยบายผ่อนคลายมากเป็นไปอย่างช้า ๆ ความต่างของนโยบายนี้หนุน “แคร์รีเทรด” (carry trade คือกู้/ขายสกุลเงินดอกเบี้ยต่ำ เช่น เยน แล้วไปถือสินทรัพย์สกุลดอกเบี้ยสูง เช่น ดอลลาร์ เพื่อกินส่วนต่าง)
สำหรับผู้เทรด “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives คือสัญญาทางการเงินที่มูลค่าอิงราคาสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) ประเด็นนี้เอื้อให้มอง USD/JPY เป็นขาขึ้น กลยุทธ์อย่างการซื้อ “คอลออปชัน” (call option คือสิทธิในการซื้อที่ราคาที่กำหนด) บน USD/JPY หรือทำ “บูลคอลสเปรด” (bull call spread คือซื้อคอลที่ราคาใช้สิทธิต่ำและขายคอลที่ราคาใช้สิทธิสูง เพื่อลดต้นทุนและจำกัดกำไร) เป็นวิธีที่จำกัดความเสี่ยง (defined-risk คือรู้ผลขาดทุนสูงสุดล่วงหน้า) เพื่อเก็งกำไรจากเยนอ่อนค่า หากดอลลาร์แข็งต่อเมื่อเทียบเยนในช่วงถัดไป
อย่างไรก็ดี ระดับสถานะขายเยนเริ่ม “ตึงตัวมาก” ใกล้เคียงช่วงต้นปี 2024 เมื่อสถานะขายเก็งกำไรขึ้นไปสูงสุดในรอบ 17 ปี ก่อนที่ทางการญี่ปุ่นจะเข้ามาพยุงค่าเงินเมื่อ USD/JPY ทะลุ 160 (intervention คือการแทรกแซงค่าเงิน โดยมักเข้าซื้อเงินเยน/ขายดอลลาร์เพื่อพยุงเยน) เมื่อค่าเงินเข้าใกล้ระดับเดิม ความเสี่ยงการแทรกแซงจึงสูงขึ้น
เมื่อการถือสถานะด้านเดียวมีจำนวนมาก (crowded trade หมายถึงคนส่วนใหญ่ถือโพซิชันไปทางเดียวกัน) หากเกิดการกลับทิศ ราคาสามารถเหวี่ยงแรงได้
การป้องกันความเสี่ยงจากการถือสถานะแน่น
แนะนำให้พิจารณาป้องกันความเสี่ยงของสถานะ “ขายเยน” ด้วยการซื้อ “พุตออปชัน” (put option คือสิทธิในการขาย) USD/JPY แบบ “นอกเงิน” (out-of-the-money หมายถึงราคาใช้สิทธิอยู่ไกลจากราคาตลาด ณ ปัจจุบัน มักถูกกว่าแต่ต้องให้ราคาวิ่งแรงจึงคุ้ม) เพื่อคุ้มครองกรณีเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากการแทรกแซงแบบไม่คาดคิด หรือจาก BoJ เปลี่ยนนโยบายกะทันหัน (policy shift คือเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินอย่างรวดเร็ว)