ข้อมูลจาก CFTC ของสหรัฐฯ ระบุว่า สถานะสุทธิของฝั่งไม่ใช่เชิงพาณิชย์ (NC: กลุ่มนักเก็งกำไร เช่น กองทุน) ในสัญญา S&P 500 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ -110.1K (ติดลบหมายถึง “ถือสถานะขายสุทธิ/ชอร์ตสุทธิ” จำนวนราว 110,100 สัญญา)
ตัวเลขก่อนหน้าอยู่ที่ -115.8K
นักเก็งกำไรลดการชอร์ต
เริ่มเห็นว่านักเก็งกำไรรายใหญ่ลดการวางเดิมพันว่าดัชนี S&P 500 จะปรับลง หรือพูดง่าย ๆ คือ “ปิดชอร์ต” มากขึ้น นั่นหมายความว่ามุมมองเชิงลบ (bearish sentiment: ความเชื่อว่าตลาดจะลง) ที่ครอบงำตลาดเริ่มคลายตัว อย่างไรก็ดี นี่ยังไม่ใช่สัญญาณว่าตลาดจะขึ้นชัดเจน แต่เป็นสัญญาณว่าความมั่นใจฝั่งขายกำลังลดลง
การเปลี่ยนแปลงของการถือสถานะเกิดขึ้นพร้อมกับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของเดือนมีนาคม 2026 ที่ชี้ว่า “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดราคาพลังงานและอาหารซึ่งผันผวนออก เพื่อดูแนวโน้มจริง) ชะลอมาอยู่ที่ 3.2% ต่อปี ช่วยลดความกังวลว่า “ธนาคารกลาง” จะต้องใช้นโยบายเข้มงวดมากขึ้น (aggressive central bank action: เช่น ขึ้นดอกเบี้ยแรง หรือคงดอกเบี้ยสูงนาน) จากนั้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury yields: ดอกเบี้ยที่นักลงทุนได้รับเมื่อถือพันธบัตร) ก็ถอยลงจากจุดสูงล่าสุด โดยพันธบัตรอายุ 10 ปี (10-year note: พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี) ซื้อขายต่ำกว่า 4.5% ซึ่งช่วยผ่อนแรงกดดันต่อ “มูลค่าหุ้น” (equity valuations: ระดับราคาหุ้นเมื่อเทียบกับกำไรคาดการณ์) ที่เผชิญแรงกดดันมาตลอดไตรมาสแรก
ขณะนี้อยู่ในช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2026 (earnings season: ช่วงที่บริษัททยอยรายงานกำไร) โดยผลลัพธ์ออกมาดีกว่าที่กังวลไว้ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (large-cap technology: บริษัทเทคใหญ่ที่มูลค่าตลาดสูง) เมื่อมีบริษัทใน S&P 500 รายงานแล้วเกือบ 60% อัตราการเติบโตกำไรแบบรวม (blended earnings growth rate: ตัวเลขรวมระหว่างบริษัทที่รายงานแล้วกับประมาณการของบริษัทที่ยังไม่รายงาน) อยู่ที่ +3.5% สูงกว่าคาด ผลประกอบการที่แข็งแรงทำให้นักลงทุนมีเหตุผลจะปิดสถานะชอร์ตมากขึ้น
ในมุม “อนุพันธ์” (derivatives: สัญญาที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) ภาพนี้อาจกดให้ “ความผันผวนโดยนัย” ลดลง (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดสะท้อนผ่านราคาออปชัน ไม่ใช่ความผันผวนที่เกิดขึ้นจริง) โดยดัชนี VIX (VIX index: ดัชนีสะท้อนความคาดหวังความผันผวนของ S&P 500 จากราคาออปชัน) ลดลงจากเหนือ 20 ในเดือนมีนาคมมาแถว 17.5 ทำให้กลยุทธ์ถือ “สถานะซื้อความผันผวน” (long-volatility: ได้ประโยชน์เมื่อความผันผวนเพิ่ม เช่น ซื้อออปชัน) น่าสนใจน้อยลง นักเทรดอาจพิจารณาขายพุตที่ “นอกเงิน” (out-of-the-money puts: ออปชันขายที่ราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำกว่าราคาตลาด ทำกำไรได้เมื่อราคาหุ้น/ดัชนีไม่ลงแรง) ในจังหวะตลาดย่อตัว เพื่อรับ “พรีเมียม” (premium: เงินที่ได้จากการขายออปชัน) โดยอาศัยภาวะตลาดที่อาจนิ่งขึ้น
หากย้อนดูอดีต เคยเห็นรูปแบบคล้ายกันในไตรมาส 2/2023 เมื่อสถานะชอร์ตสุทธิของนักเก็งกำไรถูกปิด หลังความกังวลเศรษฐกิจถดถอยลดลง และต่อมามีแรงรีบาวด์ของตลาดต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน จึงควรติดตามว่าการลดสถานะชอร์ตจะดำเนินต่อไปในสัปดาห์ข้างหน้าหรือไม่
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป
หากสถานะสุทธิขยับเข้าใกล้ “เป็นศูนย์” หรือกลายเป็น “ถือสถานะซื้อสุทธิ” (net long: ถือฝั่งซื้อรวมมากกว่าฝั่งขาย) จะเป็นสัญญาณที่แข็งแรงกว่าว่า “จุดต่ำสุดของตลาด” ที่ยืนระยะได้อาจกำลังก่อตัว