Rabobank ระบุว่า คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Monetary Policy Committee: MPC) ของธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England: BoE) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Bank Rate: อัตราดอกเบี้ยหลักของ BoE ที่ใช้กำหนดทิศทางดอกเบี้ยในระบบ) ไว้ที่ 3.75% ในการประชุมเดือนเมษายน โดยยังคงท่าทีระมัดระวัง (cautious policy stance: ไม่รีบเปลี่ยนนโยบายจนกว่าจะเห็นข้อมูลชัดเจน) และเชื่อมมุมมองนี้กับภาวะตลาดที่เริ่มทรงตัวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ธนาคารชี้ถึงอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแรง (domestic demand: การใช้จ่าย/การลงทุนในประเทศ) และนโยบายที่ตึงตัวอยู่แล้วเมื่อเทียบกับปี 2022 (restrictive policy: ดอกเบี้ยสูง/เงื่อนไขการเงินตึง ทำให้กู้ยืมยากขึ้น) พร้อมระบุด้วยว่า สภาพแวดล้อมปัจจุบันมีโอกาสน้อยลงที่จะเกิด “ผลกระทบรอบสอง” (second-round effects: ราคาและค่าจ้างดันกันเป็นวงจร เช่น ค่าครองชีพสูงทำให้เรียกขึ้นค่าแรง แล้วต้นทุนสูงกลับไปดันราคาสินค้าอีก)
Energy Prices And Near Term Inflation
ธนาคารระบุว่า ราคาพลังงานต่ำกว่าที่คาด แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) ยังปิดอยู่ โดยมองว่าหากสถานการณ์นี้ยืดเยื้อ อาจทำให้ต้องปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อระยะใกล้ลงเล็กน้อย (near-term inflation forecast: ประมาณการเงินเฟ้อในช่วง 1–2 ไตรมาสข้างหน้า)
Rabobank ระบุว่า แรงส่งเงินเฟ้อที่น้อยลง (inflation impulse: แรงกระตุ้นให้เงินเฟ้อเร่งขึ้นจากปัจจัยอย่างพลังงาน/ค่าแรง) จะช่วยลดความเสี่ยงที่เงินเฟ้อ “ฝังตัว” (entrenched inflation: เงินเฟ้ออยู่สูงนานจนคนและธุรกิจคาดว่าจะสูงต่อเนื่อง) แม้แนวโน้มยังไม่แน่นอนก็ตาม ทั้งนี้ยังคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง แต่ไม่คาดว่าจะกลับเข้าสู่วัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ (rate-hiking cycle: ช่วงที่ทยอยขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งต่อเนื่อง)
Strategy For Rates Volatility
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจในประเทศเริ่มตึงตัวชัดเจน ตัวเลขไตรมาส 1/2026 ระบุว่า GDP โตเพียง 0.1% (GDP: มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ วัดขนาดเศรษฐกิจ) เฉียดภาวะถดถอย (recession: เศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่อง) ส่งผลให้แรงกดดันต่อ MPC เพิ่มขึ้นให้ผ่อนคลายนโยบายที่ตึงตัวเพื่อกระตุ้นอุปสงค์
เมื่อเงินเฟ้อยังเหนียวและการเติบโตซบเซา การเทรด “ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย” (interest rate volatility: ความแกว่งของคาดการณ์ดอกเบี้ยในตลาด ซึ่งกระทบราคาสินทรัพย์การเงิน) จึงดูเหมาะสม โดยอาจพิจารณาใช้ออปชัน (options: สัญญาที่ให้สิทธิ์ซื้อ/ขายในอนาคต โดยไม่บังคับต้องทำ) บนฟิวเจอร์ส SONIA (SONIA futures: สัญญาล่วงหน้าอ้างอิงอัตราดอกเบี้ย SONIA ซึ่งสะท้อนดอกเบี้ยระยะสั้นของปอนด์) เช่น สแตรดเดิล (straddle: กลยุทธ์ซื้อทั้งสิทธิ์ซื้อและสิทธิ์ขายที่ราคาเดียวกัน เพื่อหวังได้ประโยชน์จากการแกว่งแรงไม่ว่าทิศทางขึ้นหรือลง) เพื่อทำกำไรหากดอกเบี้ยขยับแรงในทางใดทางหนึ่ง ปัจจุบันตลาดกำหนดราคาไว้ว่า (pricing in: ตลาดสะท้อนความคาดหวังไว้ในราคาแล้ว) จะมีการลดดอกเบี้ยเต็ม ๆ 2 ครั้งภายในสิ้นปี และหากเส้นทางจริงต่างไปจากนี้มีแนวโน้มเกิดการปรับราคาใหม่แรง (repricing: ราคาสินทรัพย์เปลี่ยนเร็วเพื่อสะท้อนข้อมูล/คาดการณ์ใหม่)
สำหรับผู้ที่มีมุมมองชัดเจนเรื่องทิศทาง (directional view: เชื่อว่าดอกเบี้ยจะไปทางใดทางหนึ่ง) ภาพการเติบโตที่อ่อนแรงสนับสนุนการวางตำแหน่งเพื่อดอกเบี้ยลดลง โดยทำได้ผ่านสว็อปอัตราดอกเบี้ย (interest rate swaps: สัญญาแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดดอกเบี้ยคงที่กับดอกเบี้ยลอยตัว) หรือถือสถานะซื้อในฟิวเจอร์ส SONIA (go long: ถือฝั่งได้ประโยชน์เมื่อราคาสัญญาขึ้น ซึ่งมักสอดคล้องกับคาดการณ์ดอกเบี้ยลง) เพื่อรับประโยชน์เมื่อ BoE ลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อล่าสุดทำให้ต้องระวังเรื่องจังหวะ เพราะการลดครั้งแรกอาจมาช้ากว่าที่ตลาดคาด
ความต่างสำคัญจากปีก่อนคือ ตลาดพลังงาน โดยการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซช่วยให้ราคาทรงตัว ขณะที่ต้นปี 2025 เรื่องนี้เป็นความไม่แน่นอนหลักที่ดันการคาดการณ์เงินเฟ้อ ปัจจุบันกลับเป็นแรงหนุนให้เงินเฟ้อชะลอลง (disinflation: เงินเฟ้อยังเป็นบวกแต่ชะลอความเร็วลง) ซึ่งสนับสนุนมุมมองระยะยาวว่า BoE จะต้องลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ