GBP/USD ปรับขึ้นในวันศุกร์ หลังความต้องการถือครองดอลลาร์สหรัฐลดลง จากภาวะ “รับความเสี่ยง” (นักลงทุนกล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น) ที่ดีขึ้น และรายงานความเป็นไปได้ของการเจรจาสหรัฐ–อิหร่านรอบที่สอง ขณะเดียวกัน การขยายเวลาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนออกไปอีก 3 สัปดาห์ ก็ช่วยหนุนบรรยากาศตลาด
คู่เงินเคลื่อนไหวที่ 1.3498 เพิ่มขึ้น 0.24% หลังรีบาวด์จากจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 1.3453 รายงานระบุว่า นายอับบาส อารากชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน คาดว่าจะยื่นข้อเสนอเพื่อการเจรจากับสหรัฐ และพบผู้ประสานงานจากปากีสถานพร้อมคณะขนาดเล็ก
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดและความเคลื่อนไหวของราคา
ข้อมูลสหรัฐสะท้อนความเชื่อมั่นของครัวเรือนอ่อนแรง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (แบบสำรวจมุมมองของผู้บริโภคต่อเศรษฐกิจ) ลดลงสู่ 49.8 ในเดือนเมษายน จาก 53.3 ในเดือนมีนาคม ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1978
ความคาดหวังเงินเฟ้อของสหรัฐใน 1 ปีข้างหน้า (มุมมองว่าราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้นเท่าไร) เพิ่มเป็น 4.7% จาก 3.8% ส่วนความคาดหวังเงินเฟ้อระยะ 5 ปี เพิ่มเป็น 3.5% จาก 3.4% ข้อมูลจาก Prime Terminal ระบุว่าเทรดเดอร์ไม่คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในปี 2026 (เฟดคือธนาคารกลางสหรัฐ)
ฝั่งสหราชอาณาจักร ยอดค้าปลีกพื้นฐาน (ตัดปัจจัยผันผวนบางส่วนออกเพื่อดูแนวโน้มแท้จริง) เพิ่ม 0.7% เทียบรายเดือนในเดือนมีนาคม หลังจาก -0.6% ในเดือนกุมภาพันธ์ ได้แรงหนุนจากยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิง ยอดค้าปลีกโดยรวมเพิ่ม 1.7% เทียบรายปี สูงกว่าคาด แต่ต่ำกว่าเดือนก่อนเล็กน้อย
สัปดาห์หน้ามีเหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ ผลการประชุมเฟด, GDP สหรัฐ (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ: ขนาดเศรษฐกิจ), คำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders: ยอดสั่งซื้อสินค้าที่มีอายุใช้งานยาว เช่น รถ เครื่องจักร) และข้อมูลจ้างงาน รวมถึงผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ ระดับเทคนิคที่ถูกอ้างถึง ได้แก่ 1.3516, 1.3411, 1.2986 และ 1.3866
การวางสถานะออปชันและบริหารความเสี่ยง
กระแสเชิงบวกต่อการเจรจาสหรัฐ–อิหร่านกำลังกดดันดอลลาร์สหรัฐ และผลัก GBP/USD เข้าใกล้ระดับ 1.3500 ภาวะรับความเสี่ยงที่ดีขึ้นสะท้อนแนวโน้มระยะสั้นที่อาจต่อเนื่อง หากข่าวภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นบวก เทรดเดอร์ควรติดตามประเด็นนี้ใกล้ชิด เพราะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการอ่อนค่าดอลลาร์
ภาพเทคนิคยังเป็นขาขึ้น โดยราคายังยืนเหนือโซนแนวรับ 1.3411 ได้อย่างมั่นคง จึงมีโอกาสปรับขึ้นต่อ กลยุทธ์หนึ่งคือซื้อ “คอลออปชัน” (สัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อในราคาเป้าหมาย) ของ GBP/USD โดยเลือกราคาใช้สิทธิ (Strike Price: ราคาที่ตกลงซื้อ/ขายในสัญญา) ใกล้แนวต้าน 1.3866 เพื่อเกาะโมเมนตัม วิธีนี้ช่วยให้ได้ประโยชน์หากราคาขึ้น พร้อมกำหนดความเสี่ยงสูงสุดไว้ล่วงหน้า
อย่างไรก็ดี ต้องระวังสัญญาณเชิงลบจากผู้บริโภคสหรัฐ ดัชนีมิชิแกนที่ 49.8 อยู่ในระดับวิกฤตทางประวัติศาสตร์ และต่ำกว่าระดับช่วงช็อกเงินเฟ้อหลังโควิดในเดือนมิถุนายน 2022 ความกังวลเช่นนี้มักนำไปสู่การใช้จ่ายลดลง ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐอย่างมาก
ความเชื่อมั่นที่อ่อนแอเกิดขึ้นพร้อมความคาดหวังเงินเฟ้อที่ยังสูงที่ 4.7% ทำให้เฟดตัดสินใจยาก สถานการณ์คล้ายช่วงปี 2023 ที่เงินเฟ้อ “ยืดเยื้อ” (ลดลงยาก) บีบให้เฟดคุมเข้มนโยบาย และสุดท้ายหนุนดอลลาร์แข็งค่า ดังนั้น การมองว่าดอลลาร์จะอ่อนต่อเนื่องอาจเร็วเกินไป หากข้อมูลเงินเฟ้อยังร้อนแรง
ฝั่งอังกฤษ แม้ยอดค้าปลีกเดือนมีนาคมแข็งแกร่งเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังไม่พอชี้ว่าเป็นเทรนด์ใหม่ เพราะข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษผันผวนมากตลอดปี 2025 ตัวเลขที่ดีครั้งเดียวจากแรงหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังไม่ยืนยันความแข็งแกร่งต่อเนื่อง การแข็งค่าของปอนด์จึงดูเป็นผลจากดอลลาร์อ่อนมากกว่าปัจจัยหนุนของปอนด์เอง
เมื่อทั้งเฟดและธนาคารกลางอังกฤษจะประกาศดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า ความผันผวนมีแนวโน้มสูง เทรนด์ขาขึ้นของ GBP/USD อาจกลับทิศแรงได้ หากเฟดส่งสัญญาณ “สายเหยี่ยว” (Hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง) หรือธนาคารกลางอังกฤษส่งสัญญาณระมัดระวังเกินคาด ดังนั้น การซื้อ “พุตออปชัน” (สิทธิในการขาย) ที่อยู่นอกระดับราคา ณ ปัจจุบัน (Out-of-the-money: ราคาใช้สิทธิห่างจากราคาตลาด ทำให้เบี้ยประกันถูกกว่า) อาจเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม หากบรรยากาศตลาดเปลี่ยนฉับพลัน