การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานเชื่อมโยงกับต้นทุนน้ำมันและต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น โดยราคาสินค้าเกษตรและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มปรับขึ้นแล้ว สมมติฐานคือราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 115 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 2 ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อสหรัฐ (อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ) ไปอยู่ราว 3.6% ในไตรมาส 2 และประมาณ 3.8% ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้
รายงานระบุว่าต้นทุนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรในสหรัฐปรับขึ้นแรง ปุ๋ยไนโตรเจน (ปุ๋ยที่ให้ธาตุไนโตรเจนเพื่อเร่งการเจริญเติบโต) เพิ่มขึ้นกว่า 30% ยูเรีย (ปุ๋ยไนโตรเจนชนิดหนึ่ง) เพิ่มขึ้น 47% (เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์) และน้ำมันดีเซลสำหรับภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 46%
แรงกดดันเงินเฟ้อจากพลังงานและปัจจัยการผลิต
หากช่องแคบฮอร์มุซยังปิดต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ ต้นทุนเหล่านี้อาจเพิ่มขึ้นอีก ราคาหารสำหรับผู้บริโภคอาจได้รับผลกระทบ เพราะต้นทุนปุ๋ยและเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจะถูกส่งผ่านไปตามห่วงโซ่อุปทาน (กระบวนการตั้งแต่วัตถุดิบ ผลิต ขนส่ง ถึงร้านค้า)
สถานการณ์ดังกล่าวสัมพันธ์กับความผันผวนของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางต้อง “คุมเข้มนโยบาย” มากขึ้น (ขึ้นดอกเบี้ยหรือคุมสภาพคล่องเพื่อกดเงินเฟ้อ) ผลกระทบต่อราคาน้ำมันสำเร็จรูป (เช่น เบนซิน ดีเซล) และราคาปุ๋ย อาจทำให้ประมาณการเงินเฟ้อที่ระบุไว้ต่ำเกินไป
บทความระบุว่าสร้างขึ้นโดยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI: ระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยสร้าง/สรุปเนื้อหา) และมีบรรณาธิการตรวจทาน
การวางกลยุทธ์ในอัตราดอกเบี้ย พลังงาน และเกษตร
เมื่อเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมายของเฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) ตลาดควรเตรียมรับสภาพแวดล้อมดอกเบี้ย “สูงนาน” (ดอกเบี้ยอยู่ระดับสูงเป็นเวลานาน) ซึ่งทำได้ด้วยการใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า SOFR (SOFR futures: สัญญาล่วงหน้าอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐ) เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากปี 2026 มีการลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ ต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงต่อเนื่องทำให้ธนาคารกลางมีช่องว่างในการผ่อนคลายนโยบายจำกัด เพราะเสี่ยงทำให้เงินเฟ้อเร่งขึ้นอีก
ในตลาดพลังงาน ความตื่นตระหนกระยะสั้นลดลงแล้ว แต่ “ค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” (ส่วนเพิ่มของราคาเพราะความเสี่ยงจากเหตุการณ์การเมือง/สงคราม) ถูกสะท้อนอยู่ในราคาน้ำมันดิบมากขึ้น ผู้ลงทุนอาจใช้ “ออปชัน” (สัญญาที่ให้สิทธิซื้อหรือขายในราคาที่กำหนด) บนกองทุน ETF พลังงาน เช่น XLE เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการพุ่งขึ้นของราคาอีกครั้ง เพราะหากตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้น ราคาน้ำมันอาจกลับไปใกล้จุดสูงสุดปี 2025 ได้ การใช้ “คอลสเปรด” (call spreads: ซื้อออปชันสิทธิซื้อหนึ่งสัญญาและขายอีกสัญญาที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุนและจำกัดความเสี่ยง) เป็นวิธีลดค่าใช้จ่ายแต่ยังคงโอกาสรับผลบวกหากราคาขึ้น
ผลกระทบต่อภาคเกษตรยังส่งต่อในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลที่มักเกิดตามหลังวิกฤตพลังงาน ข้อมูลล่าสุดจากดัชนีราคา Green Markets North America Fertilizer Price Index ระบุว่าราคายังอยู่ระดับสูง เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบรายปี (year-over-year: เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) กดดันกำไรของเกษตรกร สะท้อนว่ายังมีโอกาสจากกลยุทธ์ที่คาดว่าราคาอาหารอาจสูงขึ้น โดยใช้ “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์/ดัชนี) บนกองทุน ETF สินค้าโภคภัณฑ์เกษตร เช่น DBA