EUR/USD ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ใกล้ 1.1680 และต่อมาลงไปถึง 1.1668 ในช่วงตลาดนิวยอร์ก ก่อนปิดลดลง 0.17% ที่ 1.1683 โดยแรงขายเริ่มผ่อนคลายลง
ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่า EUR/USD จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1.1665–1.1715 โดยแนวรับอยู่ที่ 1.1685 และ 1.1665 ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1.1715 และ 1.1750
Near Term Range And Key Levels
ในมุมมอง 1–3 สัปดาห์ EUR/USD ยังถูกมองว่า “แกว่งตัวในกรอบ” (range-bound คือ ราคาเคลื่อนไหวขึ้นลงในช่วงจำกัด ยังไม่เลือกทิศทางชัดเจน) โดยกรอบแรกอยู่ที่ 1.1665–1.1840 ก่อนถูกปรับแคบลงเป็น 1.1665–1.1795 การอ่อนตัวล่าสุดลงมาที่ 1.1668 ทำให้ราคาเข้าใกล้ขอบล่างของกรอบดังกล่าว
การลงต่อไปหา 1.1625 จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ EUR/USD หลุด 1.1665 และ “ยืนต่ำกว่าได้” (break and hold คือ หลุดระดับแล้วปิด/ทรงตัวต่ำกว่าต่อเนื่อง ไม่เด้งกลับทันที) ความเสี่ยงที่จะหลุดต่ำกว่า 1.1665 ยังมีอยู่ ตราบใดที่ยังไม่ผ่าน 1.1750
เราติดตามแนวรับ 1.1665 อย่างใกล้ชิด เพราะหากหลุดลงอย่างต่อเนื่องจะเป็นสัญญาณว่าอาจลงต่อได้อีก โดยคู่เงินยังอ่อนแรง หลังทำจุดต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์เมื่อวานนี้ (23 เม.ย. 2025) และแรงกดดันขาลงกำลังก่อตัว ระยะสั้นราคามีแนวโน้มถูกจำกัดในกรอบแคบ 1.1665–1.1715
ภาพเชิงเทคนิคที่อ่อนตัวนี้สอดคล้องกับ “ความต่างของคาดการณ์นโยบายธนาคารกลาง” ที่กว้างขึ้น กล่าวคือ ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐเดือนมี.ค. 2025 ออกมาสูงกว่าคาด ทำให้ตลาดมองว่าเฟด (Federal Reserve: ธนาคารกลางสหรัฐ) อาจเข้มงวดมากขึ้น เช่น อาจรักษาดอกเบี้ยสูงนานขึ้นหรือขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่คาด ขณะที่ความเห็นล่าสุดจากผู้กำหนดนโยบายยุโรปบ่งชี้ท่าทีระมัดระวังมากกว่า สะท้อน “ความต่างของทิศทางนโยบาย” (policy divergence คือ ธนาคารกลางแต่ละฝั่งเดินนโยบายคนละทาง) คล้ายปลายปี 2021 ที่เงินเฟ้อสหรัฐเร่งขึ้นและหนุนดอลลาร์แข็งค่าในวงกว้าง
สำหรับผู้เทรดที่เชื่อว่าแนวรับ 1.1665 จะหลุด การซื้อ “พุตออปชัน” (put option คือ สัญญาที่ให้สิทธิขายในราคาที่กำหนด เหมาะเมื่อคาดว่าราคาจะลง) ที่ “ราคาใช้สิทธิ” (strike price คือ ราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา) ใกล้ 1.1650 หรือ 1.1600 เป็นแนวทางที่ตรงไปตรงมา เพื่อหวังทำกำไรจากการลงสู่เป้าหมาย 1.1625 พร้อมกำหนดความเสี่ยงสูงสุดได้ชัดเจน โดย “ค่าเบี้ยประกัน” (premium คือ เงินที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน) คือจำนวนสูงสุดที่อาจขาดทุน หากราคากลับตัวขึ้นผิดทาง
Options And Strategy Considerations
หากคาดว่าราคาจะยังแกว่งในกรอบ การขาย “ไอรอนคอนดอร์” (iron condor คือ กลยุทธ์ออปชันแบบขายเป็นชุด 4 สัญญา เพื่อกินค่าเวลา เหมาะช่วงผันผวนน้อยและราคาไม่หลุดกรอบ) อาจเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ โดยทำผ่านการขาย “พุตสเปรด” (put spread คือ ซื้อ–ขายพุตคนละราคาใช้สิทธิ เพื่อลดต้นทุน/จำกัดความเสี่ยง) ไว้ต่ำกว่าแนวรับ 1.1665 และขาย “คอลสเปรด” (call spread คือ ซื้อ–ขายคอลคนละราคาใช้สิทธิ) ไว้เหนือแนวต้าน 1.1750 กลยุทธ์นี้ทำกำไรจาก “ค่าเวลา” (time decay คือ มูลค่าออปชันลดลงเมื่อเวลาใกล้หมดอายุ) และความผันผวนต่ำ ตราบใดที่ EUR/USD ยังอยู่ในกรอบกว้างดังกล่าว
ความเสี่ยงหลักต่อมุมมองฝั่งอ่อนค่าอยู่ที่แนวต้าน 1.1750 หากราคาทะลุขึ้นเหนือระดับนี้ จะบ่งชี้ว่าแรงกดดันขาลงเริ่มหมดไป ผู้ที่ถือสถานะ “ชอร์ตในอนุพันธ์” (short derivative positions คือ การถือสถานะที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาลง เช่น ขายฟิวเจอร์ส/ขายออปชัน) ควรทบทวนหรือทำ “เฮดจ์” (hedge คือ ป้องกันความเสี่ยงด้วยการเปิดสถานะสวน/ใช้เครื่องมืออื่นลดผลกระทบ) หากราคาทะลุผ่านระดับดังกล่าวอย่างชัดเจนในไม่กี่วันข้างหน้า