NZD/USD ปรับตัวลงมาแถว 0.5860 ในวันศุกร์ที่ 24 เมษายน ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐยังทรงตัวแข็งค่า แม้แรงส่งโดยรวมจะผ่อนลงเล็กน้อย ปัจจัยหนุนดอลลาร์มาจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ
ตัวเลข “ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก” รายสัปดาห์ (Weekly Initial Jobless Claims: จำนวนคนที่ยื่นขอเงินช่วยเหลือว่างงานเป็นครั้งแรก) เพิ่มขึ้นเป็น 215,000 ราย จาก 212,000 ราย สะท้อนตลาดแรงงานสหรัฐยังคงทรงตัว ด้านดัชนี PMI ของ S&P Global (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ใช้วัดทิศทางกิจกรรมเศรษฐกิจ โดยมากกว่า 50 หมายถึงขยายตัว) ออกมาดีกว่าคาด โดยภาคการผลิตอยู่ที่ 52.1 และภาคบริการที่ 53.7 ทำให้ทั้งสองภาคยังอยู่ในโซนขยายตัว
Dollar Support From Data And Geopolitics
อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตร ซึ่งมักส่งผลต่อค่าเงิน) ปรับสูงขึ้นหลังข้อมูลเศรษฐกิจ และช่วยหนุนดอลลาร์ ในฝั่งภูมิรัฐศาสตร์ มีรายงานปฏิเสธข่าวการลาออกของโมฮัมหมัด-บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน จากบทบาทด้านการเจรจา ทำให้ความไม่แน่นอนต่อการเจรจาตะวันออกกลางยังเพิ่มขึ้น
ในกราฟ 4 ชั่วโมง NZD/USD อยู่ที่ 0.5858 โดยยังเอนเอียงเชิงลบเล็กน้อย ค่า RSI (Relative Strength Index: ดัชนีวัดแรงซื้อขาย) อยู่ใกล้ 37 สะท้อนแรงขาย แต่ยังไม่เข้าภาวะ “ขายมากเกินไป” (oversold: ราคาลงแรงจนมีโอกาสเด้งกลับได้)
แนวต้านอยู่ที่ 0.5871 และ 0.5879 จากนั้น 0.5907 และ 0.5930 โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 0.5965 แนวรับอยู่ที่ 0.5847 จากนั้น 0.5840 และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย 100 ช่วง (100-period SMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 100 แท่ง เพื่อดูแนวโน้ม) ใกล้ 0.5833 หากหลุดลงไปมีโอกาสเห็นการอ่อนค่าต่อ
จากแรงกดดันต่อ NZD/USD มองว่าความแข็งแกร่งของดอลลาร์ยังเป็นตัวแปรหลัก จากเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังดี ข้อมูลล่าสุด เช่น ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ 215,000 ราย และ PMI ที่แข็งแกร่ง ชี้ว่าเศรษฐกิจยังทนทาน ภาพนี้หนุนให้ผลตอบแทนสหรัฐสูงขึ้น ทำให้ดอลลาร์น่าสนใจขึ้นในฐานะสินทรัพย์ลงทุน
Inflation And Options Positioning
แนวโน้มดังกล่าวยังได้แรงหนุนจากดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการ) เดือนมีนาคม ซึ่งเงินเฟ้อทรงตัวที่ 3.6% ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้ม “เข้มงวด” (hawkish: ให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อ มักหมายถึงดอกเบี้ยอยู่สูงนาน) นอกจากนี้ ยอดค้าปลีก (retail sales: มูลค่าการใช้จ่ายซื้อสินค้าของผู้บริโภค) เดือนล่าสุดเพิ่มขึ้น 0.8% สะท้อนผู้บริโภคสหรัฐยังแข็งแรง ซึ่งโดยพื้นฐานกดดันค่าเงินกีวีเมื่อเทียบกับดอลลาร์
สำหรับช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ผู้ซื้อขายอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าอิงสินทรัพย์อ้างอิง) อาจพิจารณาซื้อพุตออปชัน (put option: สิทธิในการขายที่ราคาใช้สิทธิ ช่วยทำกำไร/ป้องกันความเสี่ยงเมื่อราคาลง) บน NZD/USD โดยกำหนดราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่ใช้ซื้อ/ขายตามสัญญา) ต่ำกว่าตลาดเล็กน้อย เช่น แถว 0.5850 เพื่อเก็งโอกาสหลุดแนวรับตามเทคนิค จุดเด่นของออปชันคือความเสี่ยงจำกัดตาม “ค่าเบี้ยประกัน” (premium: ราคาที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน) หากตลาดกลับทิศกะทันหัน
อีกทางเลือกสำหรับผู้ที่คาดว่าการรีบาวด์มีจำกัด คือกลยุทธ์ Bear Call Spread (ขายคอลออปชันใกล้แนวต้าน และซื้อคอลอีกตัวที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าเพื่อจำกัดความเสี่ยง) โดยอาจขายคอลที่ใกล้แนวต้าน 0.5930 และซื้อคอลที่ “นอกเงินมากกว่า” (out-of-the-money: ราคาใช้สิทธิไม่เอื้อให้ใช้สิทธิ ณ ตอนนั้น) เพื่อคุมความเสี่ยง กลยุทธ์นี้มีเป้าหมายรับรายได้จากค่าเบี้ย หากคู่เงินยังอยู่ต่ำกว่าแนวต้านสำคัญ