GBP/USD ซื้อขายใกล้ระดับ 1.3500 ในวันพฤหัสบดี หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น สหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มยึดเรือหรือเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ และเจ้าหน้าที่ปากีสถานระบุว่า การเจรจาระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานหยุดชะงัก
กองกำลังสหรัฐฯ สกัดเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่มากของอิหร่าน 2 ลำ ที่ถูกระบุว่าพยายามหลบเลี่ยง “การปิดล้อม” (มาตรการสกัดกั้นการขนส่ง) ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับขึ้น แม้ผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ “AI” (ปัญญาประดิษฐ์) อ่อนแอ
Us Data And Market Reaction
ในสหรัฐฯ ข้อมูลจาก S&P Global (บริษัทจัดทำดัชนีภาคธุรกิจ) ชี้ว่า กิจกรรมเดือนเมษายนดีขึ้น โดยภาคการผลิตเพิ่มจาก 52.3 เป็น 54 และภาคบริการเพิ่มจาก 49.8 เป็น 51.3 ตัวเลข “PMI” (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ใช้วัดทิศทางกิจกรรมธุรกิจ; มากกว่า 50 หมายถึงขยายตัว) ปรับดีขึ้นทั้งสองภาคส่วน
ตัวเลข “Initial Jobless Claims” (จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก รายสัปดาห์) เพิ่มเป็น 214,000 ราย สูงกว่าคาด 212,000 ราย และเพิ่มจาก 208,000 รายหลังมีการปรับทบทวนข้อมูล
ในสหราชอาณาจักร ดัชนี S&P Global Composite PMI (PMI รวมภาคการผลิตและบริการ) เพิ่มจาก 50.3 เป็น 52 โดยทั้งภาคการผลิตและบริการอยู่เหนือ 50 รายงานจาก S&P Global และ CBI (สมาพันธ์อุตสาหกรรมอังกฤษ) ระบุว่า “ต้นทุนปัจจัยการผลิต” (ต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ค่าแรง) ปรับสูงขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับสงครามอิหร่าน
ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะคงดอกเบี้ยที่ 3.75% โดยมีโอกาสเกือบ 55% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยวันที่ 17 มิ.ย. และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยน่าจะขึ้นไปใกล้ 4.25% ภายในเดือนธันวาคม ตัวเลข “UK Retail Sales” (ยอดค้าปลีก สะท้อนการใช้จ่ายผู้บริโภค) คาดที่ 0.2% MoM (เทียบเดือนก่อน) จาก -0.4% และ 1.3% YoY (เทียบปีก่อน) จาก 2.5% ขณะที่สหรัฐฯ จะอัปเดตความเชื่อมั่นผู้บริโภค Michigan เดือนเมษายน
GBP/USD อยู่ที่ 1.3495 สูงกว่าค่า “Moving Averages” (เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ใช้ดูแนวโน้มราคา) แถว 1.3414 โดยมี “Resistance” (แนวต้าน ระดับที่ราคาอาจขึ้นต่อได้ยาก) ที่ 1.3861 และ 1.3869 ส่วน “Support” (แนวรับ ระดับที่ราคาอาจลงต่อได้ยาก) อยู่ที่ 1.3495 ตามด้วย 1.3414 และ 1.2996