ดัชนี S&P Global US Manufacturing PMI (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของสหรัฐ ซึ่งใช้วัดทิศทางกิจกรรมโรงงานและคำสั่งซื้อใหม่) อยู่ที่ 54 ในเดือนเมษายน สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 52.5
ค่า PMI ที่มากกว่า 50 หมายถึง “ขยายตัว” ของกิจกรรมภาคการผลิต ดังนั้นตัวเลขเดือนเมษายนชี้ว่าภาคการผลิตขยายตัวในเดือนดังกล่าว
ผลต่อแนวโน้มการเติบโตระยะสั้น
ข้อมูลภาคการผลิตที่แข็งแกร่งนี้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังร้อนแรงกว่าที่เราประเมินไว้ และสวนทางกับความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอที่เริ่มเห็นปลายปี 2025 ผู้ลงทุนควรทบทวนการถือครองที่เดิมพันว่าเศรษฐกิจจะอ่อนแอในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
จากรายงานนี้ โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะ “ลดดอกเบี้ย” มีแนวโน้มลดลง หลังจากตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดปี 2025 เพื่อกดเงินเฟ้อที่ค้างอยู่ใกล้ 3.5% ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจทำให้ Fed มีเหตุผลที่จะรอดูสถานการณ์ต่อไป เราคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields คือผลตอบแทนที่ผู้ถือพันธบัตรได้รับ ซึ่งมักเคลื่อนไหวสวนทางกับราคาพันธบัตร) อาจปรับขึ้น ทำให้กลยุทธ์ที่มองว่า “ราคาฟิวเจอร์สพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” จะลงมีความน่าสนใจมากขึ้น (Treasury futures คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาพันธบัตรรัฐบาล)
สำหรับดัชนีหุ้นอย่าง S&P 500 นี่เป็นสัญญาณบวก สะท้อนแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ดีขึ้น เราให้น้ำหนักกับการใช้ “คอลออปชัน” (call options คือสิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด) ในกลุ่มหุ้นวัฏจักรที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจขยายตัว เช่น อุตสาหกรรมและวัสดุพื้นฐาน ด้านความผันผวน (volatility คือระดับการแกว่งของราคา) อาจลดลงเมื่อข้อมูลชัดเจนขึ้น ทำให้กลยุทธ์ “ขายพรีเมียมออปชัน” (options premium คือค่าพรีเมียมที่ผู้ซื้อจ่ายให้ผู้ขายออปชัน) ดูน่าสนใจมากขึ้น
แรงหนุนนี้ยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐ เศรษฐกิจที่ดีขึ้นและแนวโน้มดอกเบี้ยสูงนานทำให้ดอลลาร์น่าดึงดูดมากขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น เรามองเป็นโอกาสในการถือสถานะ “ลอง” ดอลลาร์ (long คือถือเพื่อหวังราคาขึ้น) เทียบกับยูโรหรือเยน
แนวโน้มอุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์
ข้อมูลชี้ไปที่อุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์อุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ภาคการผลิตต้องใช้วัตถุดิบอย่างทองแดงและน้ำมันมากขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้ราคาปรับขึ้น เรามองว่าการเตรียมรับโอกาสจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้นผ่าน “ฟิวเจอร์ส” (futures คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) หรือคอลออปชันบน “อีทีเอฟสินค้าโภคภัณฑ์” (commodity ETFs คือกองทุนที่ซื้อขายเหมือนหุ้นและอ้างอิงตะกร้าสินค้าโภคภัณฑ์) เป็นแนวทางที่เหมาะสม