ราคาเงิน (XAG/USD) ร่วงเกือบ 2.3% มาอยู่แถว 76.00 ดอลลาร์ ในช่วงการซื้อขายยุโรปวันพฤหัสบดี แรงขายเพิ่มขึ้นหลังราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3
WTI (น้ำมันดิบสหรัฐ) ขยับขึ้นมาราว 95.80 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยังปิดอยู่ เส้นทางนี้เป็น “คอขวด” การขนส่งพลังงาน คิดเป็นเกือบ 20% ของอุปทานพลังงานโลก และยังไม่เปิดแม้มีการขยายเวลาหยุดยิงระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน
อิหร่านระบุว่าจะปิดฮอร์มุซต่อไปจนกว่าสหรัฐจะยกเลิกการปิดกั้นท่าเรือของอิหร่าน ส่งผลให้กิจกรรมทางธุรกิจของอิหร่านหยุดชะงัก
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ตลาดคาดว่าเงินเฟ้อโลกจะสูงขึ้น ซึ่งจำกัดโอกาสที่ธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ย โดยทั่วไปจะกดดันความต้องการสินทรัพย์ที่ “ไม่ให้ดอกเบี้ย” (non-yielding asset: สินทรัพย์ที่ถือแล้วไม่ได้รับดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนเป็นกระแสเงินสด) อย่างเงิน
เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเช่นกัน จากการคาดการณ์ว่าเฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) จะไม่ลดดอกเบี้ยในปีนี้ CME FedWatch (เครื่องมือที่ประเมินความน่าจะเป็นทิศทางดอกเบี้ยจากราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ให้น้ำหนักโอกาสที่ดอกเบี้ยจะคงอยู่ที่ 3.50%–3.75% ในเดือนธันวาคมไว้ที่ 76.8% และดัชนีดอลลาร์สหรัฐ DXY (ดัชนีค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) ทำจุดสูงสุดรายสัปดาห์ใกล้ 98.70
ด้านเทคนิค XAG/USD ซื้อขายใกล้ 76 ดอลลาร์ โดยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 20 วัน (20-day EMA: ค่าเฉลี่ยที่ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่าเพื่อสะท้อนแนวโน้มระยะสั้น) ที่ 76.84 ดอลลาร์ทำหน้าที่เป็นแนวต้าน ดัชนี RSI (Relative Strength Index: ตัวชี้วัดแรงซื้อแรงขาย ค่าต่ำมักสะท้อนแรงขายมากขึ้น) อยู่ที่ 47.85 ขณะที่แนวต้านอยู่ราว 83.00 ดอลลาร์ และแนวรับที่ 72.60 และ 68.28 ดอลลาร์ โดย 90.00 ดอลลาร์เป็นอีกระดับด้านบน