ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI: ตัวชี้วัดจากแบบสำรวจผู้ประกอบการ ใช้วัดแนวโน้มการผลิต คำสั่งซื้อ และการจ้างงาน) ภาคการผลิตของ HSBC ในอินเดีย เพิ่มขึ้นเป็น 55.9 ในเดือนเมษายน จาก 53.9 ในเดือนมีนาคม โดยค่าที่สูงกว่า 50 หมายถึงภาคการผลิต “ขยายตัว”
ตัวเลขเดือนเมษายนสะท้อนการเติบโตที่เร็วขึ้นจากเดือนก่อน เพิ่มขึ้น 2.0 จุด
ผลต่อมุมมองตลาดจากกิจกรรมภาคการผลิตที่แข็งแกร่งขึ้น
ข้อมูลใหม่นี้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอินเดียขยายตัวเร็วกว่าที่คาดไว้ ค่า PMI ที่ 55.9 เป็นสัญญาณเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง สะท้อนอุปสงค์ (ความต้องการซื้อ) และการผลิตที่แข็งแรง ในช่วงต่อจากนี้ตลาดหุ้นอาจมีแรงหนุนต่อเนื่อง
ควรพิจารณาเพิ่มสถานะ “ซื้อ” (long: ทำกำไรเมื่อราคาปรับขึ้น) ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures: สัญญาตกลงซื้อ/ขายในอนาคต) ของ Nifty 50 และซื้อออปชันคอล (call options: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด) ในอดีต ค่า PMI ที่แข็งแกร่งมักนำหน้าการฟื้นตัวของตลาด เพราะสะท้อนคำสั่งซื้อและการผลิตที่เร่งขึ้น ขณะเดียวกันคาดการณ์ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ของอินเดียสำหรับปีงบประมาณถัดไปถูกปรับเป็น 6.8% ซึ่งหนุนมุมมองว่ากำไรบริษัทมีแนวโน้มเติบโตต่อ
ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอาจดึงดูดเงินทุนต่างชาติและหนุนค่าเงินรูปี นักลงทุนต่างชาติในตลาดทุน (Foreign portfolio investors: นักลงทุนต่างชาติที่ซื้อขายหุ้น/ตราสารในตลาด ไม่ได้ลงทุนสร้างกิจการโดยตรง) ไหลเข้าหุ้นอินเดียมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้ แนวโน้มดังกล่าวมีโอกาสเร่งขึ้น ดังนั้นการ “ขาย” สัญญา USD/INR futures (short: ทำกำไรเมื่อราคาปรับลง) หรือซื้อออปชันคอลของรูปี อาจเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม
สัญญาณเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นอาจทำให้ความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดคาดและสะท้อนอยู่ในราคาออปชัน) ลดลงชั่วคราว ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนออปชันถูกลง เป็นโอกาสสะสมสถานะซื้อออปชันในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและการผลิต ก่อนที่ตลาดจะปรับรับมุมมองการเติบโตที่ดีขึ้นเต็มที่
ความเสี่ยงเงินเฟ้อและนโยบายที่ต้องติดตาม
อย่างไรก็ดี ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อ เพราะการเติบโตแรงอาจดันราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น โดยเงินเฟ้อพื้นฐาน (core CPI: ดัชนีราคาผู้บริโภคที่ตัดราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวนออก เพื่อดูแนวโน้มเงินเฟ้อแท้จริง) อยู่ใกล้ 5.2% ธนาคารกลางอินเดีย (Reserve Bank of India) จะจับตาใกล้ชิด จากประสบการณ์รอบการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในปี 2025 ทำให้เห็นว่าธนาคารกลางพร้อมเข้มงวด หากเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป