ดัชนี S&P 500 เปิดตลาดทรงตัว แม้มี 2 ประเด็นกดดัน ได้แก่ การไต่สวนที่เกี่ยวข้องกับเควิน วอร์ช และการสิ้นสุด “ข้อตกลงหยุดยิง” (ceasefire: การหยุดยิงชั่วคราว) ระยะ 2 สัปดาห์ที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน หลังข้อตกลงหยุดยิงหมดอายุ ถ้อยแถลงเชิงคุกคามกลับมาอีกครั้ง และสหรัฐยังคง “ปิดล้อม” (blockade: การสกัดกั้นเส้นทางเดินเรือ/การขนส่งเพื่อกดดันอีกฝ่าย) ไว้ ขณะที่อิหร่านไม่เข้าร่วมการเจรจา
ต่อมาแนวทางที่เข้มงวดมากขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางเดินเรือน้ำมันสำคัญของโลก) มาแทนข้อความเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นตลาดที่ตัวแทนอิหร่านส่งสัญญาณไว้เมื่อวันศุกร์ รายงานยังระบุถึงการเตรียมพร้อมเผชิญความเสี่ยงที่อาจกลับไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง
ปฏิกิริยาตลาดและความเสี่ยงจากพาดหัวข่าว
การไต่สวนวอร์ชเพิ่มความไม่แน่นอน มากกว่าจะเป็นปัจจัยที่ตลาด “รับรู้ไปแล้ว” (priced in: นักลงทุนปรับราคาสินทรัพย์ล่วงหน้าแล้ว) และระหว่างวันตลาดหันสู่ภาวะ “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” (risk-off: ลดการถือสินทรัพย์เสี่ยง ไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย) ขณะเดียวกันการเจรจารอบสองไม่เกิดขึ้น
ต่อมาโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศขยายข้อตกลงหยุดยิงฝ่ายเดียว ทำให้ตลาดเปลี่ยนกลับสู่ “รับความเสี่ยง” (risk-on: เพิ่มการถือสินทรัพย์เสี่ยง) ภายในไม่กี่นาที ดอลลาร์ยังคงรักษาประมาณครึ่งหนึ่งของการแข็งค่าที่เกิดขึ้นช่วง risk-off ไว้จนปิดวัน
เหตุการณ์คล้ายเดิมเริ่มกลับมาอีกครั้งในวันนี้ รายงานล่าสุดชี้ว่ามีการเสริมกำลังทางเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ และการเดินเรือของเรือบรรทุกน้ำมัน (tanker traffic: ปริมาณการสัญจรของเรือขนน้ำมัน) ชะลอลงมากกว่า 10% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนภาพแนวทางกดดันแบบ “ปิดล้อม” ที่เคยเห็น
ความตึงเครียดเริ่มสะท้อนในสินค้าพลังงาน โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ล่วงหน้า (WTI crude futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบสหรัฐ) ยังยืนเหนือ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ดัชนีความผันผวน CBOE หรือ VIX (VIX: ตัวชี้วัดความผันผวนที่มักถูกมองเป็น “ดัชนีความกลัว”) ปรับขึ้นจากระดับราว 10 กว่าไปเหนือ 21 สูงสุดของปี สะท้อนว่าตลาดเริ่มซื้อ “การป้องกันความเสี่ยง” (protection/hedge: เครื่องมือช่วยจำกัดผลขาดทุนหากเกิดเหตุไม่คาดคิด)
แนวทางการวางสถานะและการป้องกันความเสี่ยง
ในภาวะนี้ การวางเดิมพันทิศทางแบบตรงไปตรงมาด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures: สัญญาที่ตกลงซื้อ/ขายสินทรัพย์ในอนาคตตามราคาที่กำหนด) มีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนอาจพิจารณาซื้อความผันผวนผ่าน “ออปชัน” (options: สิทธิในการซื้อ/ขาย ไม่ใช่ข้อผูกมัด) เช่น “สแตรดเดิล” (at-the-money straddle: ซื้อสิทธิซื้อและสิทธิขายที่ราคาใกล้เคียงราคาตลาด) บน SPY หรือ QQQ (SPY/QQQ: กองทุน ETF ที่อิง S&P 500 และ Nasdaq-100) กลยุทธ์นี้ได้ประโยชน์หากราคาขยับแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง ช่วยรับมือเหตุการณ์ risk-on/risk-off ที่มาแบบฉับพลัน
สำหรับผู้ที่ถือหุ้นอยู่แล้ว ช่วงนี้ควรป้องกันความเสี่ยง การซื้อ “พุทออปชัน” ที่ราคาใช้สิทธิไกลกว่าราคาตลาด (out-of-the-money put: สิทธิขายที่มักมีต้นทุนต่ำกว่า แต่ต้องให้ตลาดลงมากพอจึงเริ่มคุ้ม) บนดัชนีหลักเป็นเหมือนประกันความเสี่ยงขาลง นอกจากนี้ “สเปรดพุทแบบเดบิต” (put debit spread: ซื้อพุทแล้วขายพุทอีกตัวที่ราคาต่างกัน เพื่อลดค่าเบี้ย โดยยอมจำกัดผลตอบแทนสูงสุด) ก็ช่วยลดต้นทุนพร้อมกำหนดความเสี่ยงได้ชัดเจน
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมกับข้อมูล CPI เดือนก่อนออกมาร้อนเล็กน้อยที่ 3.2% (CPI: ดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดเงินเฟ้อ) ทำให้ไม่แน่ใจเส้นทางดอกเบี้ยของเฟดช่วงปลายปี ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์เมื่อเทียบยูโร สะท้อนแรงไหลเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างค่อยเป็นค่อยไป