ราคาเงิน (Silver) ปรับขึ้นวันพุธ ซื้อขายที่ 78.10 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.90% จาก 76.64 ดอลลาร์ในวันอังคาร และเพิ่มขึ้น 9.87% นับตั้งแต่ต้นปี
หากคิดเป็นหน่วย ราคาเงินอยู่ที่ 78.10 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ และ 2.51 ดอลลาร์ต่อกรัม อัตราส่วนทองคำต่อเงิน (Gold/Silver ratio) อยู่ที่ 60.93 ในวันพุธ ลดลงจาก 61.59 ในวันอังคาร
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดและบริบทการซื้อขาย
โดยทั่วไปนักลงทุนซื้อเงินในฐานะ “โลหะมีค่า” (Precious metal: โลหะที่คนใช้เก็บมูลค่า เช่น ทองคำ เงิน) และสามารถถือครองเป็นเหรียญหรือแท่งได้ นอกจากนี้ยังซื้อขายผ่านกองทุนอีทีเอฟ (ETF: กองทุนที่ซื้อขายเหมือนหุ้นในตลาด และมักอิงราคาสินทรัพย์) ที่ติดตามราคาเงิน
ราคามักได้รับผลจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical risk: ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่กระทบตลาด) ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย และอัตราดอกเบี้ย เพราะเงิน “ไม่มีผลตอบแทนระหว่างถือครอง” (Yield: ดอกเบี้ย/เงินปันผลที่สินทรัพย์จ่ายให้ผู้ถือ) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็สำคัญ เพราะเงินตีราคาเป็นดอลลาร์ อีกทั้งปริมาณอุปทาน การนำกลับมาใช้ใหม่/รีไซเคิล ยังมีผลต่อราคา
ด้านการใช้ในอุตสาหกรรมก็มีบทบาท โดยเฉพาะความต้องการจากอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะเงินนำไฟฟ้าได้ดี (Conductivity: ความสามารถในการนำไฟฟ้า) ภาวะเศรษฐกิจในสหรัฐ จีน และอินเดียเพิ่มความผันผวนของราคา และเงินมักเคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกับทองคำ
ราคาเงินยังคงแข็งแกร่ง โดยไต่ขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ระดับ 78.10 ดอลลาร์เป็นจุดสูงสุดในรอบหลายปี และการเพิ่มขึ้นรายวัน 1.90% สะท้อนว่าฝั่งมองขึ้นเป็นฝ่ายคุมตลาด การเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ในปี 2026 บ่งชี้ว่าการถือสถานะขาย (Short position: การขายก่อนโดยคาดว่าราคาจะลง แล้วค่อยซื้อคืน) มีความเสี่ยงสูง
ปัจจัยพื้นฐานหนุนการขึ้นครั้งนี้ หลังเงินเฟ้อเร่งตัวอีกในไตรมาส 1 ปี 2026 โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) ล่าสุดออกมาสูงกว่าคาดที่ 4.1% ขณะเดียวกันดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า โดยดัชนี DXY (Dollar Index: ดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) หลุดระดับสำคัญ 100 เมื่อเดือนก่อนเป็นครั้งแรกนับจากกลางปี 2025 ปัจจัยเหล่านี้หนุนโลหะมีค่าในฐานะ “สินทรัพย์เก็บมูลค่า” (Store of value: สินทรัพย์ที่ใช้รักษามูลค่าเมื่อเงินเสื่อมค่า)
อุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมยังช่วยพยุงราคา โดยกระแสพลังงานสะอาดทำให้การใช้เงินจริงต่อเนื่อง สถาบัน Silver Institute รายงานว่าความต้องการจากอุตสาหกรรมแผงโซลาร์มีแนวโน้มโต 15% ในปีนี้ และมีการปรับคาดการณ์ขึ้น ทำให้เงินต่างจากสินทรัพย์ที่ใช้เก็บมูลค่าเพียงอย่างเดียว เพราะมีการใช้งานจริงในภาคเศรษฐกิจ
มุมมองและแนวทางเชิงกลยุทธ์
ก่อนหน้านี้ราคาเคลื่อนไหวในกรอบส่วนใหญ่ของปี 2025 แถว 55–60 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการสะสมกำลัง (Consolidation: แกว่งในกรอบเพื่อสะสมก่อนเลือกทาง) และกลายเป็นฐานให้การปรับขึ้นรอบนี้ อัตราส่วนทองคำต่อเงินลดลงต่ำกว่า 61 สะท้อนว่าเงินให้ผลดีกว่าทองคำในช่วงนี้ และอาจเป็นโลหะที่นักเก็งกำไรให้น้ำหนักมากกว่า
ในภาวะนี้ กลยุทธ์ออปชัน (Options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อหรือขายในราคาและเวลาที่กำหนด) ที่ได้ประโยชน์จากราคาขึ้นและความผันผวนสูง (Volatility: การแกว่งขึ้นลงของราคา) ควรนำมาพิจารณา เช่น การซื้อคอลออปชัน (Call option: สิทธิซื้อ โดยได้ประโยชน์เมื่อราคาขึ้น) หรือทำสเปรดคอลขาขึ้น (Bull call spread: ซื้อคอลและขายคอลอีกตัวที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุนและจำกัดความเสี่ยง) เพื่อเก็บโอกาสขึ้นต่อ โดยเฉพาะเมื่อใกล้ระดับจิตวิทยา 80 ดอลลาร์ อีกทางเลือกคือการขายพุทแบบมีเงินค้ำ (Cash-secured put: ขายสิทธิให้ผู้อื่นขายให้เรา โดยกันเงินไว้สำหรับซื้อหากถูกใช้สิทธิ) เพื่อรับค่าเบี้ยประกัน (Premium: เงินที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายให้ผู้ขาย) ที่สูงในช่วงนี้ และเป็นการตั้งใจซื้อเงินหากราคาย่อลง