Johnson & Johnson (JNJ) ดำเนินธุรกิจด้านสาธารณสุข แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักคือ Innovative Medicine และ MedTech และซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ด้วยสัญลักษณ์ “JNJ” โดยประมาณการมองว่ารูปแบบราคามีแนวโน้มเป็นขาขึ้นต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดเดือนมกราคม 2025
มุมมองคือราคากำลังอยู่ใน “การปรับฐานซ้อนสองรอบ” ลงในคลื่น ((4)) (คลื่นปรับฐานตามทฤษฎี Elliott Wave ซึ่งเป็นการนับคลื่นเพื่ออธิบายแนวโน้มและจังหวะพักตัวของราคา) โดยคาดแนวรับอยู่ที่ $227.80 ถึง $215.82 และคาดว่าผู้ซื้อจะเข้ามาในโซนดังกล่าวเพื่อให้เกิดการเด้งกลับอย่างน้อย “สามจังหวะ” (three-swing: การแกว่งขึ้นลง 3 ช่วง เช่น A-B-C)
บนกราฟรายสัปดาห์ คลื่น (I) จบที่ $186.69 ในเดือนเมษายน 2022 และคลื่น (II) จบที่ $140.68 ในเดือนมกราคม 2025 ภายใน (II) คลื่นย่อย w จบที่ $150.11, x ที่ $175.97 และ y ที่ $140.68 โดยอธิบายว่าเป็น “double three” (รูปแบบปรับฐานที่แกว่งตัวหลายช่วงและดูสับสน/ไม่เป็นแนวชัด)
จากจุดต่ำเดือนเมษายน 2025 คลื่น ((1)) จบที่ $169.99, ((2)) ที่ $141.50 และ ((3)) ที่ $251.71 ภายใน ((3)) คลื่น (1) จบที่ $159.44, (2) ที่ $146.12, (3) ที่ $215.19, (4) ที่ $200.91 และ (5) ที่ $251.71
ต่ำกว่า $251.71 คาดว่าจะเกิดการย่อตัวแบบ “เจ็ดจังหวะ” ใน ((4)) (seven-swing: การแกว่งตัว 7 ช่วง เช่น W-X-Y-X-Z หรือรูปแบบใกล้เคียงที่มี 7 ขา) โดยใน ((4)) คลื่น (W) จบที่ $232.24, (X) ที่ $247.21 และคาดว่า (Y) จะลงต่อไปหา $227.80–$215.82 ก่อนมีเป้าหมายถัดไปเหนือ $259
มุมมองรวมคือ JNJ ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 โดยการย่อล่าสุดเป็นการพักฐานระยะสั้นที่ถือว่า “ปกติ” และอาจเป็นโอกาสสะสมเมื่อราคาเข้าใกล้แนวรับสำคัญ $227.80–$215.82
ภาพบวกนี้ยังสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานจากผลการดำเนินงานในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะงบไตรมาส 4/2025 ที่รายได้เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน (year-over-year: เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน) ซึ่งได้แรงหนุนหลักจากกลุ่ม MedTech ปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวช่วยยืนยันมุมมองเชิงเทคนิคว่าทิศทางหลักยังเป็นขาขึ้น
เมื่อย้อนดู หุ้นปรับขึ้นแรงราว 78% จากจุดต่ำเดือนเมษายน 2025 แถว $141.50 มาสู่จุดสูงล่าสุด $251.71 ดังนั้นการพักฐานหลังการขึ้นแรงถือเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป โดยตีความการอ่อนตัวรอบนี้เป็นการย่อในคลื่น ((4)) เพื่อปูทางให้รอบขาขึ้นถัดไปสู่ระดับเหนือ $259
สำหรับนักลงทุนที่เทรด “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives: เครื่องมือทางการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์หลัก เช่น หุ้น) แนวทางคือเน้นกลยุทธ์ฝั่งขาขึ้นเมื่อ JNJ เข้าใกล้โซนแนวรับเป้าหมาย เช่น การขาย “พุตแบบมีเงินสดค้ำ” (cash-secured puts: ขายออปชันพุตพร้อมเตรียมเงินสดไว้ซื้อหุ้นหากถูกใช้สิทธิ) ที่ราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่ผู้ถือออปชันมีสิทธิซื้อ/ขาย) เช่น $225 หรือ $220 สำหรับสัญญาที่หมดอายุเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2026 เพื่อรับ “พรีเมียม” (premium: ค่าออปชันที่ผู้ขายได้รับ) กลยุทธ์นี้ช่วยสร้างรายได้ หรือทำให้ได้ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำตามต้องการหากถูกใช้สิทธิ
อีกทางเลือก สำหรับผู้ที่คาดว่าจะเด้งแรงจากแนวรับ อาจพิจารณาซื้อ “คอลออปชัน” (call options: สิทธิในการซื้อหุ้นที่ราคาใช้สิทธิภายในเวลาที่กำหนด) เมื่อราคาเข้าสู่โซน $227.80–$215.82 และเริ่มทรงตัว โดยเลือกคอลเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ราคาใช้สิทธิ $250 หรือ $255 เพื่อเพิ่มอำนาจทำกำไร (leverage: ใช้เงินน้อยแต่มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากขึ้น แต่ความเสี่ยงก็สูงขึ้น) ตามการคาดหวังการปรับขึ้นรอบใหม่ ทั้งนี้ไม่แนะนำการซื้อพุตหรือเปิดสถานะขาลง เพราะเท่ากับสวนแนวโน้มหลักที่ยังเป็นขาขึ้น