ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าสหรัฐฯ อยู่ใน “ตำแหน่งที่ได้เปรียบในการเจรจา” กับอิหร่าน และว่าวอชิงตันอาจบรรลุ “ข้อตกลงที่ดีมาก” กับเตหะราน เขากล่าวว่าการเจรจา “คืบหน้าอย่างมาก” และว่าเวลาในการทำให้เกิดการหยุดยิงที่ยั่งยืนมีไม่มากแล้ว
ทรัมป์ระบุว่าไม่ต้องการขยายการหยุดยิงในปัจจุบัน และปกป้องมาตรการ “ปิดล้อม” อิหร่าน โดยระบุว่าเริ่มเห็นผลแล้ว
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของตลาด
เขายังกล่าวว่าสหรัฐฯ “พร้อมใช้กำลังทางทหาร” หากการเจรจาล้มเหลว ทำให้ตลาดยังจับตาความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ต่อเนื่อง
สำหรับจีน ทรัมป์กล่าวว่าเชื่อว่าบรรลุความเข้าใจกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงแล้ว ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ดัชนีวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก) เพิ่มขึ้น 0.15% สู่ 98.20
ถ้อยแถลงลักษณะนี้ทำให้ตลาดระมัดระวัง เพราะการส่งสัญญาณ “ยื่นมือเจรจา” ควบคู่กับ “ขู่ใช้กำลัง” เพิ่มความไม่แน่นอน และมักทำให้ตลาดคาดว่าความผันผวน (volatility: ระดับการแกว่งตัวของราคา) จะสูงขึ้น
ผลกระทบที่ชัดที่สุดจากความตึงเครียดกับอิหร่านมักเกิดในตลาดพลังงาน เคยเห็นรูปแบบนี้ช่วงกลางปี 2019 เมื่อมีเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวโอมาน ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่ง 4% ภายในวันเดียว นักเทรดจึงอาจพิจารณาซื้อ “คอลออปชัน” (call option: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อสินทรัพย์ในราคาที่กำหนดภายในเวลาที่กำหนด เหมาะเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น) บนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures: สัญญาตกลงซื้อขายในอนาคต) ของน้ำมันดิบ WTI หรือเบรนท์ เพื่อรับประโยชน์หากราคากระโดดขึ้นเมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น
การป้องกันความเสี่ยงพอร์ต และการวางตำแหน่งในออปชัน
ความไม่แน่นอนนี้ยังอาจทำให้เงินไหลไปสู่เครื่องมือที่อิงความผันผวน เช่น อนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง) ประเภท “ผูกกับความผันผวน” โดยคำว่า “พร้อมใช้กำลังทางทหาร” เป็นปัจจัยที่อาจทำให้ VIX หรือ “ดัชนีความกลัว” (VIX: ดัชนีคาดการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากราคาออปชัน S&P 500) กระโดดจากระดับต่ำราว 14 การซื้อคอลออปชันบน VIX เป็นวิธีหนึ่งในการป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตจากการปรับลงวงกว้างที่เกิดจากช็อกทางภูมิรัฐศาสตร์
เมื่อเกิดความผันผวน นักลงทุนมัก “หนีไปสินทรัพย์ปลอดภัย” (safe haven: สินทรัพย์ที่มักถือมูลค่าได้ดีในช่วงวิกฤต) โดยในต้นปี 2020 ราคาทองคำเคยพุ่งเกิน 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านร้อนแรง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปีขณะนั้น ล่าสุดการซื้อทองของธนาคารกลางช่วยพยุงราคาแถว 2,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ การซื้อคอลออปชันบนสัญญาทองคำล่วงหน้า หรือ ETF (กองทุนอีทีเอฟ: กองทุนที่ซื้อขายในตลาดเหมือนหุ้น) ที่อิงทองคำ ยังเป็นแนวทางที่รอบคอบ
สำหรับผู้ที่ถือหุ้นสัดส่วนสูง การป้องกันความเสี่ยงขาลงมีความสำคัญ เพราะ S&P 500 ปรับขึ้นแล้ว 8% ปีนี้สู่ 5,900 จึงเสี่ยงต่อข่าวลบที่กระทบความเชื่อมั่น การซื้อ “พุทออปชัน” (put option: สัญญาที่ให้สิทธิขายสินทรัพย์ในราคาที่กำหนดภายในเวลาที่กำหนด เหมาะเมื่อคาดว่าราคาจะลง) บนดัชนีหลักอย่าง S&P 500 เป็นเหมือนประกัน หากการเจรจาล้มเหลวและเกิดปฏิบัติการทางทหารจนตลาดเทขายแรง