ราคาเงิน (Silver) ปรับลงเมื่อวันอังคาร ใกล้ 78.20 ดอลลาร์ ลดลง 1.88% ในวันเดียว ตลาดระมัดระวังก่อนการไต่สวนรับรองของเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ในวุฒิสภา เพื่อเข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ “เฟด”)
วอร์ชมีกำหนดให้การต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา (Senate Banking Committee) โดยตลาดจับตาว่าเขาอาจกำหนด “นโยบายการเงิน” (Monetary policy: การกำหนดดอกเบี้ยและการดูแลสภาพคล่องในระบบการเงิน) อย่างไร ผู้ร่วมตลาดมองหาสัญญาณเรื่อง “ความเป็นอิสระของเฟด” (Fed independence: การตัดสินใจของเฟดไม่ถูกการเมืองชี้นำ) และอิทธิพลจากนโยบายเศรษฐกิจของวอชิงตัน
นโยบายการเงินและแรงกดดันทางการเมือง
ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับ CNBC ว่าเขาจะ “ผิดหวัง” หากวอร์ชไม่เร่งลดอัตราดอกเบี้ยหลังเข้ารับตำแหน่ง ประเด็นนี้ทำให้ตลาดกลับมาโฟกัสว่า “นโยบายการเงิน” อาจเผชิญแรงกดดันจากการเมืองหรือไม่
การเสนอชื่อวอร์ชเคยเชื่อมโยงกับความผันผวนของราคาเงิน โดยช่วงปลายเดือนมกราคม โลหะปรับลงมากกว่า 30% หลังขึ้นทำสถิติสูงสุดใกล้ 121.60 ดอลลาร์
ข้อมูลสหรัฐยังหนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และกดดัน “โลหะมีค่า” (Precious metals: สินทรัพย์อย่างทองคำและเงินที่มักถูกมองเป็นที่พักเงิน) ยอดค้าปลีก (Retail Sales: มูลค่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคในร้านค้า) เพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนมีนาคม สูงกว่าคาดที่เพิ่มขึ้น 1.4%
ตลาดยังติดตามความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน หลังมีรายงานว่าเตหะรานอาจพร้อมกลับมาเจรจาสันติกับวอชิงตัน ทิศทางถัดไปของราคาเงินอาจขึ้นกับการไต่สวนของวอร์ช ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่จะประกาศ และทิศทางค่าเงินดอลลาร์
การวางสถานะในตลาดอนุพันธ์และการบริหารความเสี่ยง
ควรทบทวนความระมัดระวังที่เคยเกิดขึ้นปีก่อนระหว่างการไต่สวนรับรองของเควิน วอร์ช ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับตลาดวันนี้ ราคาเงินที่ร่วงแรง 30% จากจุดสูงสุดใกล้ 121 ดอลลาร์ในช่วงต้นปี 2025 สะท้อนว่าโลหะชนิดนี้อ่อนไหวต่อความเสี่ยงที่เฟดจะ “เข้มงวด” (Hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยการคงหรือขึ้นดอกเบี้ย) ความผันผวนลักษณะนี้ตอกย้ำความเสี่ยงขาลงเมื่อตลาดมองว่านโยบายอาจเอื้อต่อ “ดอลลาร์แข็งค่า” (Stronger dollar policy: สภาพแวดล้อมที่ทำให้เงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งขึ้น)
มองมาที่วันที่ 21 เมษายน 2026 ภาพคล้ายกันยังเกิดขึ้นแม้ไม่มีรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อตัวใดตัวหนึ่งเป็นชนวนโดยตรง ข้อมูลล่าสุดระบุว่า “ดัชนีราคาผู้บริโภค” (Consumer Price Index หรือ CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อของราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคจ่าย) เดือนมีนาคมอยู่ที่ 3.5% และการจ้างงานเพิ่ม 303,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาด ภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทำให้ตลาดเลื่อนความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟด ส่งผลเป็นแรงกดดันต่อราคาเงิน
สำหรับผู้เทรด “อนุพันธ์” (Derivatives: สัญญาการเงินที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ เช่น ฟิวเจอร์สและออปชัน) สภาพแวดล้อมนี้สะท้อนโอกาสที่ราคายังถูกกดดันและผันผวนสูง การซื้อ “พุตออปชัน” (Put option: สิทธิในการขายที่ราคาอ้างอิง ใช้กันความเสี่ยงขาลง) บน “สัญญาฟิวเจอร์สเงิน” (Silver futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงราคาเงิน) หรือทำ “สเปรดพุตขาลง” (Bear put spread: ซื้อพุตที่ราคาใช้สิทธิหนึ่งและขายพุตอีกระดับเพื่อลดต้นทุน โดยจำกัดทั้งกำไรและขาดทุน) เป็นวิธีลดความเสี่ยงสำหรับผู้ถือสถานะซื้อ หรือใช้เก็งกำไรราคาลงได้ ต้นทุนอาจคุมได้ดีกว่าการเปิดสถานะเปล่า ๆ
“ความผันผวนโดยนัย” ของออปชันเงิน (Implied volatility: ค่าที่สะท้อนว่าตลาดคาดว่าราคาจะผันผวนมากน้อยเพียงใด ซึ่งส่งผลต่อราคาออปชัน) มีแนวโน้มทรงตัวสูงก่อนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (Federal Open Market Committee หรือ FOMC: คณะกำหนดดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ) สถานการณ์นี้อาจเอื้อต่อผู้ที่ขาย “พรีเมียมออปชัน” (Option premium: ราคา/ค่าธรรมเนียมที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายให้ผู้ขาย) เช่น การขายคอลแบบมีสินทรัพย์ค้ำ (Covered call: ขายคอลโดยมีสินทรัพย์/สถานะรองรับ ลดความเสี่ยง) บนเงินจริงหรือกองทุน ETF (ETF: กองทุนซื้อขายในตลาดที่ติดตามราคาสินทรัพย์) บทเรียนจากปีก่อนชี้ว่าเปลี่ยนนโยบายกะทันหันเกิดขึ้นได้ จึงควรใช้กลยุทธ์ที่จำกัดขาดทุนมากกว่าถือสถานะโดยไม่ป้องกันความเสี่ยง
ในอดีตเคยเห็นรูปแบบคล้ายกัน เช่น ช่วงต้นทศวรรษ 1980 เมื่อ พอล โวลเกอร์ (Paul Volcker) ประธานเฟดในขณะนั้นขึ้นดอกเบี้ยแรงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ จนยุติรอบขาขึ้นของโลหะมีค่าในเวลานั้น บทเรียนดังกล่าวชี้ว่าธนาคารกลางที่เข้มงวดเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อโลหะมีค่า ดังนั้นควรระมัดระวังและใช้เครื่องมืออนุพันธ์ช่วยบริหารความเสี่ยงที่ผูกกับทิศทางนโยบายของเฟด