หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนการฟื้นตัวของ “ความอยากรับความเสี่ยง” (risk appetite: ความเต็มใจของนักลงทุนที่จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง) ได้ชัดที่สุด แต่สัดส่วนการถือครองยังต่ำกว่าระดับ “กลับสู่ค่าเฉลี่ยระยะยาว” (mean reversion: แนวโน้มที่ตัวเลขจะกลับไปใกล้ค่าเฉลี่ยเดิมเมื่อเวลาผ่านไป) ขณะที่ตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วฟื้นเร็วกว่าตลาดเกิดใหม่
เกาหลีใต้และไต้หวันได้รับผลกระทบหนักจากการพึ่งพาธีม “ปัญญาประดิษฐ์” (AI: เทคโนโลยีที่ทำให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้และตัดสินใจคล้ายมนุษย์) ระดับสูง และปัญหาอุปทานพลังงาน ทั้งสองตลาดถูกถือครองเกินระดับปกติก่อนเกิดความขัดแย้ง
เกาหลีใต้และไต้หวันในฐานะตัวชี้วัดความเสี่ยง
หุ้นเกาหลีใต้ร่วงเกือบ 40 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยแบบ “คำนวณแบบเลื่อน 12 เดือน” (rolling 12-month average: ค่าเฉลี่ยที่คำนวณโดยเลื่อนช่วงเวลา 12 เดือนเรื่อย ๆ) จากจุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุด และฟื้นกลับมาได้เพียงเล็กน้อย
ฝั่งไต้หวันปรับลงน้อยกว่า แต่การรีบาวด์ก็ยังจำกัด หากการถือครองในสองตลาดนี้ฟื้นต่อเนื่อง จะเป็นสัญญาณว่าความรู้สึกเสี่ยงทั่วโลกกำลังกลับสู่ภาวะปกติในวงกว้าง
อุปสงค์ทั่วโลกยังแข็งแรง โดยมีเงินไหลออกเพียงเล็กน้อยในแคนาดา เช็ก เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ ขณะที่มีเงินไหลเข้าในออสเตรเลีย นอร์เวย์ สวีเดน บราซิล เม็กซิโก ชิลี ฮังการี ตุรกี จีน และไต้หวัน
ในตลาดเกิดใหม่ กลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น การเงิน ไอที และสาธารณูปโภคมีเงินไหลเข้าเด่น ดัชนี iFlow Mood (ตัวชี้วัดอารมณ์ตลาดจากกระแสเงินไหล) เพิ่มขึ้นเป็น 0.258 จากแรงซื้อหุ้นที่เร็วขึ้น ใกล้ระดับสูงสุดช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026
นัยต่อการเทรดและการวางสถานะ
ตลาดปัจจุบันสะท้อนความอยากรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหุ้น และตัวชี้วัดความเชื่อมั่นเริ่มเข้าใกล้จุดสูงของช่วงกลางกุมภาพันธ์ 2026 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง และสถานะโดยรวมยังไม่กลับสู่ค่าเฉลี่ยระยะยาว หมายความว่าแนวโน้มยังเป็นบวก แต่ยังมีพื้นที่ให้ตลาดไปต่อได้
เรามองว่าสัญญาณสำคัญของภาวะ “รับความเสี่ยงเต็มตัว” (risk-on: นักลงทุนพร้อมลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น) จะมาจากหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน ทั้งสองตลาดถูกกระทบหนักจากวิกฤตอุปทานพลังงานปี 2025 และฟื้นกลับมาได้เพียงส่วนหนึ่ง เช่น ดัชนี KOSPI ที่ร่วงเกือบ 40% จากจุดสูงสุด เพิ่งเริ่มทรงตัวแถว 2,850 และกระแสเงินต่างชาติเริ่มกลับมาในช่วงเดือนล่าสุด
สำหรับนักเทรด ชี้ไปที่การวางสถานะเพื่อ “ไล่ตามการฟื้นตัว” (catch-up rally: การปรับขึ้นเพื่อไล่ตามตลาดอื่นที่ฟื้นไปก่อน) ในสองตลาดนี้ผ่าน “อนุพันธ์” (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์ เช่น ดัชนีหุ้น) การซื้อ “คอลออปชัน” (call options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อในอนาคตที่ราคากำหนด) หรือทำ “บูลคอลสเปรด” (bull call spread: กลยุทธ์ซื้อคอลที่ราคาใช้สิทธิต่ำและขายคอลที่ราคาใช้สิทธิสูง เพื่อจำกัดต้นทุนและกำไร) บนดัชนี KOSPI 200 และ TAIEX ในช่วงเดือนข้างหน้า เป็นทางเลือกที่จับธีมรีบาวด์ได้ตรงจุด และด้วยผลงานที่ตามหลัง โอกาสขึ้นอาจเด่นกว่าตลาดพัฒนาแล้วที่ฟื้นไปมากกว่า
แนวทางที่ระมัดระวังคือทำ “คู่เทรด” (pairs trade: ซื้อสินทรัพย์หนึ่งและขายอีกสินทรัพย์เพื่อเก็งส่วนต่างผลตอบแทนและลดความเสี่ยงตลาดรวม) โดยถือยาวดัชนีตลาดพัฒนาแล้ว เช่น S&P 500 และถือสั้นตะกร้าตลาดเกิดใหม่แบบกว้าง กลยุทธ์นี้ได้ประโยชน์จากแนวโน้มที่ตลาดพัฒนาแล้วทำผลงานดีกว่าตลาดเกิดใหม่ตั้งแต่ต้นปี เราจะใช้สัญญาณการฟื้นชัดของการถือครองในเกาหลีและไต้หวันเป็นหลักในการปิดสถานะนี้
ความเชื่อมั่นที่กลับมาในศูนย์กลางเทคโนโลยีเอเชียจะช่วยหนุนค่าเงินด้วย วอนเกาหลีใต้แข็งค่ามาที่ 1,310 ต่อดอลลาร์ จากระดับมากกว่า 1,400 ในช่วงขายหนักสุดของปี 2025 แต่ยังถือว่าอ่อนค่าเมื่อเทียบกับอดีต การใช้ “ออปชันค่าเงิน” (FX options: สัญญาออปชันที่อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน) เพื่อเก็งวอนและดอลลาร์ไต้หวันใหม่แข็งค่าต่อ เป็นอีกวิธีวางสถานะเพื่อรับการกลับสู่ภาวะปกติของความเสี่ยงโลก