ดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงหลังจากปรับขึ้นก่อนหน้า โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY: ดัชนีที่วัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก) ขยับลงเข้าใกล้ 98.000 การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นจากตลาดคาดว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงต่อไป
ช่วงหลังมีเหตุการณ์หลายครั้ง เช่น อิหร่านยิงใส่เรือในช่องแคบฮอร์มุซ และสหรัฐเข้าควบคุมเรือของอิหร่าน อย่างไรก็ดี ตลาดยังให้น้ำหนักกับแนวโน้มที่ความตึงเครียดจะลดลง จึงจำกัดโอกาสที่ดอลลาร์จะปรับขึ้นต่อ
ตลาดหันไปจับตาความคืบหน้าการคลี่คลาย
บลูมเบิร์กรายงานว่า มีโอกาสสูงที่จะมีข้อตกลงภายในไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งอาจยุติสงครามได้ รายงานระบุด้วยว่า อาจยังต้องมีการเจรจาเพิ่มเติมในประเด็นนิวเคลียร์ (โครงการและขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์) และประเด็นทางทหาร ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่
เมื่อดอลลาร์ซื้อขายใกล้ระดับก่อนเหตุการณ์ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ข้อตกลงดังกล่าวอาจไม่ทำให้ดอลลาร์ถูกขายลงแรงอีกรอบ ตลาดยังติดตามว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ภาวะปกติเร็วเพียงใด เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านอุปทานพลังงานโลก (การส่งมอบน้ำมันและก๊าซถูกกระทบจนปริมาณตึงตัว)
ในช่วงต้นปี 2025 เราเห็นปฏิกิริยาของดอลลาร์ต่อความตึงเครียดตะวันออกกลาง โดยดัชนี DXY คืนกำไรกลับอย่างรวดเร็วเมื่อความคาดหวังเรื่องการคลี่คลายถูก “สะท้อนเข้าในราคาแล้ว” (priced in: ตลาดได้คาดและปรับราคาไว้ล่วงหน้า) เหตุการณ์นั้นชี้ว่า การดีดตัวของดอลลาร์ในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe-haven: เงินทุนไหลเข้าช่วงเสี่ยงสูง) มักอยู่ได้ไม่นาน หากยังมีช่องทางการทูตเปิดอยู่ การที่ DXY กลับไปแถว 98.00 ในตอนนั้นสะท้อนว่า เมื่อความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานลดลง ตลาดก็เปลี่ยนความสนใจไปอย่างรวดเร็ว
กลยุทธ์ออปชันในช่วงความผันผวนต่ำ
ปัจจุบันสถานการณ์ต่างออกไป โดยดัชนีดอลลาร์แข็งกว่ามากใกล้ 105.50 แรงขับหลักมาจาก “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” (interest rate differentials: ความต่างของดอกเบี้ยระหว่างประเทศที่ดึงดูดเงินทุน) มากกว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ย้อนดูที่ผ่านมา การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหลังข้อตกลงปี 2025 กลับสู่ปกติอย่างรวดเร็ว และรูปแบบนี้ควรถูกนำมาใช้ในการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลล่าสุดสะท้อนภาพดังกล่าว โดยรายงานด้านการเดินเรือเดือนมีนาคม 2026 ระบุว่าปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบเพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน (year-over-year: เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) สื่อถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของภูมิภาค
สิ่งนี้บ่งชี้ว่า การซื้อ “คอลออปชัน” ของดอลลาร์ (call options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อในราคาที่กำหนด) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเหตุปะทุทางภูมิรัฐศาสตร์อาจไม่คุ้ม เพราะ “ค่าเบี้ยประกัน” (premium: ราคาที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน) อาจหายไปเร็ว บทเรียนคือ ตลาดมักตอบรับกระแสข่าวสันติภาพเร็วพอๆ กับข่าวสงคราม ในมุมนี้ ผู้ลงทุนอาจพิจารณาขายความผันผวนของดอลลาร์ระยะสั้นเมื่อความตึงเครียดสูงขึ้น โดยคาดว่าราคาจะกลับเข้าสู่ระดับปกติเร็ว (return to the mean: กลับสู่ค่าเฉลี่ยเดิม)
ราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate: น้ำมันดิบอ้างอิงของสหรัฐ) ก็มีรูปแบบคล้ายกัน โดยทรงตัวในกรอบแคบราว 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเกือบตลอดปีนี้ ต่างจากการพุ่งแรงช่วงเหตุการณ์ปี 2025 ความนิ่งของตลาดพลังงานยิ่งลดบทบาทดอลลาร์ในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงหลักต่อข่าวภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้น การใช้ “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์อื่น เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) ควรให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจที่กระทบแนวทางนโยบายของเฟด มากกว่าพาดหัวข่าวจากตะวันออกกลาง
เมื่อดัชนี VIX (ดัชนีความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐที่มักใช้วัดความกลัว) อยู่ต่ำใกล้ 14 “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนจากราคาออปชัน) ของออปชันค่าเงินจึงค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับจุดสูงของปีก่อน สภาพแวดล้อมแบบนี้ทำให้ต้นทุนการวางสถานะเพื่อแนวโน้มระยะยาวถูกลง มากกว่าต้องไล่ตามข่าวระยะสั้น ควรใช้ออปชันเพื่อวางสถานะต่อการเปลี่ยนแปลง “ความคาดหวังอัตราดอกเบี้ย” เพราะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของมูลค่าดอลลาร์ในช่วงนี้