ราคาทองคำในอินเดียปรับตัวลงในวันอังคาร ตามข้อมูลที่ FXStreet รวบรวม โดยทองคำอยู่ที่ 14,428.73 รูปีต่อกรัม ลดลงจาก 14,513.10 รูปีเมื่อวันจันทร์
ราคาต่อตลา (หน่วยชั่งทองที่นิยมในเอเชียใต้) ลดลงมาอยู่ที่ 168,293.80 รูปี จาก 169,277.90 รูปีในวันก่อนหน้า อัตราอื่น ๆ ที่ระบุไว้คือ 144,287.30 รูปีต่อ 10 กรัม และ 448,784.40 รูปีต่อทรอยออนซ์ (หน่วยน้ำหนักโลหะมีค่า 1 ทรอยออนซ์ ≈ 31.1035 กรัม)
FXStreet คำนวณราคาทองคำท้องถิ่นอย่างไร
FXStreet แปลงราคาทองคำในตลาดโลกเป็นเงินรูปีอินเดีย โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน USD/INR (ดอลลาร์สหรัฐต่อรูปีอินเดีย) และหน่วยชั่งน้ำหนักในประเทศ ตัวเลขมีการอัปเดตทุกวัน ณ เวลาที่เผยแพร่ และใช้เพื่อการอ้างอิงเท่านั้น เพราะราคาจริงในแต่ละพื้นที่อาจต่างกันเล็กน้อย
ทองคำมักถูกใช้เป็น “ที่เก็บมูลค่า” (สินทรัพย์ที่ช่วยรักษาความมั่งคั่งเมื่อเวลาผ่านไป) และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน รวมถึงใช้ทำเครื่องประดับ นอกจากนี้ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (ราคาสินค้าสูงขึ้นทำให้เงินมีมูลค่าลดลง) และการอ่อนค่าของสกุลเงิน (ค่าเงินลดลงเมื่อเทียบกับสกุลอื่น)
ธนาคารกลางเป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ และอาจซื้อทองเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรอง (ไม่พึ่งพาสินทรัพย์ชนิดเดียว) ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางซื้อเพิ่ม 1,136 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 70,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 ซึ่งเป็นสถิติการซื้อสุทธิรายปีสูงสุด
ราคาทองคำมักเคลื่อนไหวสวนทางกับดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries: ตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ) และอาจเคลื่อนไหวสวนทางกับสินทรัพย์เสี่ยง (เช่น หุ้น) ราคาได้รับผลจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย อัตราดอกเบี้ย และดอลลาร์สหรัฐ เพราะทองคำกำหนดราคาเป็นดอลลาร์ (XAU/USD คือราคาทองคำต่อดอลลาร์)
ปัจจัยตลาดสำคัญที่ต้องจับตา
เมื่อเงินเฟ้อยังลดลงได้ยาก ทองคำยังเป็นสินทรัพย์สำคัญสำหรับการป้องกันความเสี่ยง ตลอดปี 2025 เงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดราคาสินค้าที่ผันผวนมากอย่างอาหารและพลังงานออก) ยังคงสูงกว่า 3% ทั้งในสหรัฐและยุโรป แรงกดดันด้านราคาที่ต่อเนื่องยังสนับสนุนเหตุผลของการถือทองคำเพื่อรักษามูลค่า
แรงซื้อจากธนาคารกลางเป็นแรงหนุนสำคัญของตลาด โดยในปี 2022 และ 2023 ธนาคารกลางเพิ่มทองในทุนสำรองมากกว่า 1,000 ตัน และแนวโน้มยังดำเนินต่อถึงปี 2025 อุปสงค์ที่สม่ำเสมอจากภาครัฐช่วยพยุงราคา ลดโอกาสปรับลงแรงสำหรับผู้ลงทุน
ประเด็นหลักในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้าคือแนวโน้ม “นโยบายอัตราดอกเบี้ย” หลังตรึงดอกเบี้ยเป็นส่วนใหญ่ในปี 2025 ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ เฟด) อาจลดดอกเบี้ยในไตรมาส 3 ปีนี้ 2026 ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่ให้ดอกเบี้ย” (non-yielding: ถือแล้วไม่ได้รับดอกเบี้ยเหมือนพันธบัตรหรือเงินฝาก) จึงมักน่าสนใจขึ้นเมื่อคาดว่าดอกเบี้ยจะลดลง
ความคาดหวังดอกเบี้ยต่ำลงเริ่มกดดันดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากทองคำกำหนดราคาเป็นดอลลาร์ หากดอลลาร์อ่อนค่า โดยทั่วไปมักหนุนให้ราคาทองปรับขึ้น ความสัมพันธ์สวนทางนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของทองคำต่อจากนี้
สำหรับผู้ซื้อขายอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ทองคำ) ภาวะนี้สะท้อนความผันผวนด้านขึ้นที่อาจสูงขึ้น การซื้อคอลออปชัน (call options: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคา “กำหนดไว้” ภายในเวลาที่กำหนด) อาจเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อรับโอกาสจากการพุ่งขึ้นของราคา หากมีสัญญาณชัดเจนเรื่องการเปลี่ยนนโยบายของธนาคารกลาง โดยกำหนดความเสี่ยงสูงสุดของดีลไว้ล่วงหน้า (ขาดทุนจำกัดที่ค่าเบี้ยออปชัน)
ยังต้องติดตามความผันผวนในตลาดการเงินโดยรวม หากหุ้นปรับลงแรงจากความกังวลเศรษฐกิจถดถอยหรือเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ มักเกิดภาวะ “หนีไปสินทรัพย์ปลอดภัย” (flight to safety: ย้ายเงินไปสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ) สถานะของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven) ทำให้มีโอกาสได้อานิสงส์โดยตรงจากกระแสดังกล่าว