Thu Lan Nguyen จาก Commerzbank ระบุว่า การแข็งค่าของ EUR/USD อาจไปได้ไม่ไกลในระยะสั้น เพราะตลาดอาจ “คาดการณ์ล่วงหน้า” ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB: ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร) จะตอบสนองต่อแรงกระแทกจากเงินเฟ้อล่าสุดแบบเข้มข้นเกินจริง เธอเสริมว่า ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX: ตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศ) น่าจะให้น้ำหนักกับปฏิกิริยาของธนาคารกลางในช่วงใกล้ ๆ นี้เป็นหลัก
เธอมองว่าเงินยูโรและเงินปอนด์อังกฤษทรงตัวเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐได้ดีกว่าปี 2022 เนื่องจากตลาดคาดว่า ECB และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะเร่ง “คุมเข้มนโยบาย” (policy tightening: ขึ้นดอกเบี้ยและ/หรือลดสภาพคล่องเพื่อกดเงินเฟ้อ) เร็วขึ้น อีกทั้งธนาคารเคยตั้งข้อสงสัยต่อความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับ ECB มาก่อน ซึ่งทำให้โอกาสที่ EUR/USD จะขึ้นต่อในระยะใกล้มีจำกัด
Near Term Focus For Central Banks
ในมุมระยะยาว เธอระบุว่าค่าเงินอาจขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจใดกลับเข้าใกล้เป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ได้เร็วกว่ากัน พร้อมชี้ความเสี่ยงต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยให้เหตุผลว่าเงินเฟ้อสหรัฐอาจยืนสูงจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้า (import tariffs: ภาษีที่เก็บกับสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนและราคาสินค้าในประเทศสูงขึ้น) และความเป็นไปได้ที่การดำเนินการของรัฐบาลสหรัฐอาจจำกัดความสามารถของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในการตอบสนองต่อแรงกระแทกเงินเฟ้อ
ในระยะสั้น EUR/USD มีโอกาสขึ้นจำกัด เพราะตลาดน่าจะคาดไปไกลเกินจริง โดยตลาดเชื่อสูงว่า ECB จะตอบสนองเชิงรุกต่อแรงกระแทกเงินเฟ้อล่าสุด ซึ่งกดให้การปรับขึ้นของยูโรเทียบดอลลาร์ “ไปต่อได้ยาก”
ข้อมูลเงินเฟ้อยูโรโซนเดือนมีนาคมล่าสุดอยู่ที่ 3.1% ทำให้ตลาดเพิ่มเดิมพันว่า ECB จะ “คุมเข้ม” เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ ECB ยังส่งสัญญาณระมัดระวัง โดยชี้ความเสี่ยงต่อการเติบโต และย้ำว่าจะตัดสินใจตามข้อมูลเศรษฐกิจ (data-dependent: ปรับนโยบายตามข้อมูลที่ออกมา) สะท้อนว่าท่าทีสายเหยี่ยว (hawkish: เอนเอียงไปทางขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อ) ของตลาดอาจมากเกินไป
Longer Term Risks For The Dollar
แนวทางในตลาดอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงกับสินทรัพย์อื่น เช่น ค่าเงิน) ที่ได้ประโยชน์หาก EUR/USD แกว่งในกรอบหรืออ่อนลงเล็กน้อยอาจเหมาะในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า เช่น การขายออปชันคอลนอกเงิน (out-of-the-money call options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อในอนาคต แต่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน จึงยังไม่คุ้มใช้สิทธิ) หรือทำสเปรดคอลฝั่งขาลง (bear call spreads: กลยุทธ์ขายคอลและซื้อคอลที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดความเสี่ยง) เพื่อสะท้อนมุมมองว่าการขึ้นของยูโรอาจแรงเกินไปในตอนนี้ กลยุทธ์เหล่านี้ได้ประโยชน์หากคู่เงินไม่ผ่านแนวต้านสำคัญ (resistance: ระดับราคาที่มักขึ้นต่อได้ยากเพราะมีแรงขาย)
สภาพแวดล้อมนี้ต่างจากปี 2022 ที่ตลาดมั่นใจว่า Fed จะเป็นผู้นำในการสกัดเงินเฟ้อ แต่ปัจจุบันตลาดดูจะเชื่อว่า ECB และ BoE ได้เรียนรู้จากที่ผ่านมาและจะดำเนินการเร็วขึ้น ความเชื่อนี้ช่วยพยุงยูโรและปอนด์ในช่วงหลัง