EUR/JPY ปรับขึ้นหลังจากร่วงเกือบ 0.5% ในช่วงก่อนหน้า โดยซื้อขายใกล้ 186.80 ระหว่างชั่วโมงเอเชียวันจันทร์ กราฟรายวันบ่งชี้ว่าราคายังไต่ขึ้นภายใน “ช่องขาขึ้น” (ascending channel: กรอบแนวโน้มที่เส้นบน-ล่างเอียงขึ้น ใช้ดูแนวรับแนวต้านตามทิศทางขาขึ้น)
คู่เงินยังยืนเหนือ “ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล” 9 และ 50 ช่วงเวลา (Exponential Moving Average: EMA เป็นเส้นค่าเฉลี่ยที่ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า เพื่อดูแนวโน้ม) ซึ่งหนุนภาพขาขึ้นระยะสั้น ด้าน “ดัชนี RSI 14 วัน” (Relative Strength Index: ตัวชี้วัดแรงซื้อ-แรงขาย ค่ามากขึ้นหมายถึงโมเมนตัมบวก) อยู่ที่ 62.30 สะท้อนโมเมนตัมบวกแต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะร้อนแรงเกินไป
แนวต้านสำคัญและเป้าหมายขาขึ้น
แนวต้านแรกอยู่ที่ 187.00 จากนั้นเป็นจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 187.95 ซึ่งทำไว้เมื่อ 17 เมษายน หากแรงซื้อเดินหน้าต่อ มีโอกาสทดสอบขอบบนของช่องขาขึ้นใกล้ 188.60
ฝั่งขาลง แนวรับแรกคือ EMA 9 วันที่ 186.58 ถัดมาเป็นขอบล่างของช่องขาขึ้นแถว 186.00 หากราคาหลุดกรอบ อาจถอยไปหา EMA 50 วันที่ 184.51
มุมมองขาขึ้นของ EUR/JPY ยังได้แรงหนุนจาก “ความแตกต่างของนโยบายการเงิน” (monetary policy divergence: ธนาคารกลางดำเนินนโยบายต่างกัน เช่น ดอกเบี้ยไม่เท่ากัน) โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างอัตรานโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ 3.5% กับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ 0.1% ทำให้การถือครองเงินยูโรดูคุ้มกว่า ซึ่งเป็นแรงขับหลักของแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง
จาก RSI ที่ยังมีพื้นที่ให้ขึ้นต่อ เรามองกลยุทธ์ซื้อ “ออปชันคอล” (call options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อในราคาใช้สิทธิภายในเวลาที่กำหนด เหมาะเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น) โดยเลือก “ราคาใช้สิทธิ” (strike: ราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา) แถว 188.00 เพื่อหวังประโยชน์จากโอกาสไปทดสอบจุดสูงสุดล่าสุดและขอบบนของช่องขาขึ้น ขณะเดียวกัน รายงานเงินเฟ้อยูโรโซนล่าสุดที่ทรงตัว 2.4% บ่งชี้ว่า ECB ไม่น่าลดดอกเบี้ยเร็ว ซึ่งช่วยหนุนมุมมองดังกล่าว
การบริหารความเสี่ยงและการป้องกันความเสี่ยงขาลง
ด้านการบริหารความเสี่ยง EMA 9 วันที่ 186.58 เป็นแนวรับสำคัญ หากราคาหลุดยืนยันต่ำกว่าแนวรับช่องขาขึ้นที่ 186.00 จะเป็นสัญญาณให้ลดสถานะฝั่งซื้อ (long exposure: การถือสถานะที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาขึ้น) นักลงทุนที่ระมัดระวังอาจพิจารณาซื้อ “ออปชันพุตเพื่อคุ้มครอง” (protective puts: สัญญาที่ให้สิทธิขาย ใช้ลดความเสียหายหากราคาร่วงแรง) ต่ำกว่าระดับดังกล่าว เพื่อป้องกันการปรับลงฉับพลันที่อาจเกิดขึ้นได้อีก