This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

เบเกอร์ ฮิวจ์สรายงานว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐลดลงเล็กน้อย จาก 411 แท่นเหลือ 410 แท่น

by VT Markets
/
Apr 17, 2026

Baker Hughes รายงานว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมัน (oil rig: แท่นที่ใช้เจาะหลุมผลิตน้ำมัน) ในสหรัฐฯ ลดลงมาอยู่ที่ 410 แท่น จากครั้งก่อน 411 แท่น

หมายความว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินงาน ลดลง 1 แท่นเมื่อเทียบสัปดาห์ก่อน ข้อมูลมาจากรายงานนับจำนวนแท่นขุดเจาะของ Baker Hughes ที่ประกาศเป็นประจำ

จำนวนแท่นขุดเจาะสหรัฐฯ สะท้อนวินัยการลงทุน

จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันสหรัฐฯ ลดลง 1 แท่นมาอยู่ที่ 410 ซึ่งโดยตัวเลขลำพังไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ อย่างไรก็ดี แนวโน้มที่แทบไม่ขยับสะท้อนว่า ผู้ผลิตในสหรัฐฯ ชะลอการเพิ่มการขุดเจาะใหม่ วินัยด้านการลงทุน (capital discipline: คุมงบลงทุน ไม่เร่งขยายกำลังผลิต) ชี้ว่า การเติบโตของอุปทานน้ำมันสหรัฐฯ ในอนาคตอาจจำกัด

ภาวะแท่นขุดเจาะทรงตัวเกิดขึ้นพร้อมกับการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยหน่วยงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA: หน่วยงานรัฐที่รายงานข้อมูลพลังงาน) รายงานล่าสุดราว 13.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นในช่วงปี 2025 น่าจะเริ่มชะลอ ทำให้การไม่เพิ่มการขุดเจาะใหม่อาจส่งผลชัดขึ้นในเดือนต่อจากนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมัน WTI (WTI: น้ำมันดิบมาตรฐานของสหรัฐฯ ใช้เป็นราคาอ้างอิง) มีแนวรับที่แข็งแรง

ด้านภาพรวมโลก อุปทานยังตึงตัว โดย OPEC+ (OPEC+: กลุ่มโอเปกและพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมัน) ส่งสัญญาณว่าจะคงมาตรการลดกำลังการผลิตต่อเนื่องช่วงฤดูร้อน เมื่อรวมกับการคาดการณ์อุปสงค์ (demand forecasts: ประมาณการความต้องการใช้น้ำมัน) ครึ่งหลังปี 2026 ที่ถูกปรับเพิ่มเล็กน้อยจากความแข็งแกร่งของตลาดเอเชีย ปัจจัยพื้นฐานยังหนุนราคา นอกจากนี้ สต็อกน้ำมัน (inventories/stockpiles: ปริมาณน้ำมันคงคลัง) ลดลงมากกว่าคาด โดยสต็อกเชิงพาณิชย์ลดลงเกือบ 3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว

สำหรับผู้ซื้อขายอนุพันธ์ (derivative traders: ผู้เทรดสัญญาที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) ภาวะนี้สะท้อนว่า ความผันผวน (volatility: ระดับการแกว่งของราคา) อาจถูกตลาดประเมินต่ำ การขาดปัจจัยหนุนจากฝั่งอุปทานของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดไวต่อข่าวอุปสงค์หรือภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical news: ข่าวความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบพลังงาน) จึงเหมาะกับกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากราคาทรงตัวหรือค่อยๆ ไต่ขึ้น

เรามองว่า การซื้อสเปรดคอล (call spread: ซื้อออปชัน “คอล” หนึ่งสัญญาและขายคอลอีกสัญญาที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุน) บน WTI สำหรับไตรมาส 3 เป็นทางเลือกที่จำกัดความเสี่ยง (risk-defined: รู้เพดานขาดทุนชัดเจน) เพื่อวางตำแหน่งรับภาวะอุปทานตึงตัว ช่วยรับโอกาสขาขึ้นจากภาวะอุปทานตึง (supply squeeze: อุปทานตึงจนดันราคา) พร้อมลดต้นทุนเริ่มต้น อีกทางคือ การขายพุตนอกเงิน (out-of-the-money puts: ออปชันพุตที่ราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำกว่าราคาตลาด) ที่อายุสั้น เพื่อรับค่าเบี้ยประกัน (premium: เงินที่ได้รับ/จ่ายจากการซื้อขายออปชัน) โดยคาดว่าแนวรับจากปัจจัยพื้นฐานยังอยู่

ความเสี่ยงและปัจจัยที่ต้องติดตาม

เมื่อย้อนดูความผันผวนรุนแรงของราคาในปี 2025 จะเห็นว่า ช่วงที่จำนวนแท่นขุดเจาะเติบโตต่ำมักเกิดก่อนราคาพุ่ง ผู้ลงทุนจึงควรระวังการถือสถานะชอร์ตตรงๆ (outright short: ขายล่วงหน้า/ตั้งเดิมพันว่าราคาจะลงโดยไม่เฮดจ์) และพิจารณาปัจจัยพื้นฐานที่ยังหนุนราคา รายงานสต็อกของ EIA ที่จะประกาศต่อไป รวมถึงท่าทีของธนาคารกลางต่อเงินเฟ้อ (inflation: ภาวะราคาสินค้าและบริการปรับขึ้น) เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

see more

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code