EUR/USD หยุดปรับขึ้น หลังไม่สามารถผ่านระดับ 1.18 ได้ติดต่อกัน 3 เซสชัน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณลดความคาดหวังเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมคณะผู้กำหนดนโยบายวันที่ 29 เมษายน
คาดการณ์การเติบโตของยูโรโซนถูกปรับลดลง แต่ยังสูงกว่าประมาณการพื้นฐานของทีมงาน ECB กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของยูโรโซนปี 2026 เหลือ 1.1% จาก 1.3%
การฟื้นตัวของยูโรและปอนด์เทียบดอลลาร์
มีการมองว่าเงินยูโรและเงินปอนด์ยังอยู่ในช่วง “ฟื้นตัว” เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ไม่ได้ออกมาลดกระแสคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย และปกป้องการไม่ให้ “คำแนะนำล่วงหน้า” ที่ชัดเจน (forward guidance: การส่งสัญญาณล่วงหน้าว่าจะกำหนดนโยบายการเงินอย่างไร) โดยให้เหตุผลว่าความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น
การปรับขึ้นของ EUR/USD เริ่มชะงักอย่างชัดเจน หลังไม่สามารถทะลุ “แนวต้าน” 1.1800 ได้ 3 เซสชันติดต่อกันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (แนวต้าน: ระดับราคาที่มักมีแรงขายกดไว้ทำให้ผ่านขึ้นไปยาก) สำหรับนักลงทุนใน “อนุพันธ์” (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ค่าเงิน) กลยุทธ์ระยะสั้นที่น่าสนใจคือขาย “ออปชันคอลนอกเงิน” (out-of-the-money call: สิทธิซื้อที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน จึงยังไม่คุ้มใช้สิทธิ) โดยตั้ง “ราคาใช้สิทธิ” (strike price: ราคาที่กำหนดในสัญญาออปชัน) ไว้เหนือ 1.18 เพื่อเก็บ “พรีเมียม” (premium: เงินที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายให้ผู้ขาย) ระดับดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวต้านทางเทคนิคระยะยาว ทำให้โอกาส “เบรกขึ้น” (breakout: การทะลุกรอบสำคัญ) มีไม่มากหากไม่มีปัจจัยใหม่ที่แรงพอ
สาเหตุหลักของการชะงักคือ ECB ที่พยายามกดความคาดหวังเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 29 เมษายน ขณะนี้ “สวอปอัตราดอกเบี้ยข้ามคืน” (overnight index swaps: สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่สะท้อนความคาดหวังดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้น) ประเมินโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเดือนนี้ต่ำกว่า 15% สะท้อนท่าที “ผ่อนคลาย” (dovish: เน้นดอกเบี้ยต่ำ/เข้มงวดน้อย) ของธนาคารกลาง เมื่อ “ผลตอบแทน” ยังไม่จูงใจ (yield incentive: ส่วนต่างผลตอบแทนที่ดึงเงินทุนไหลเข้า) เงินยูโรจึงเดินหน้าขึ้นได้ยากในระยะใกล้
ความต่างของนโยบาย และความผันผวนในตลาดออปชัน
ตรงกันข้าม Fed ไม่ได้กดกระแสคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เกิด “ความต่างของนโยบาย” (policy divergence: แนวทางดอกเบี้ยของสองธนาคารกลางเดินคนละทิศ) “ฟิวเจอร์สดอกเบี้ยเฟด” (Fed funds futures: สัญญาล่วงหน้าที่สะท้อนคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ) บ่งชี้โอกาสมากกว่า 70% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนพฤษภาคม “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” ที่กว้างขึ้นระหว่างสหรัฐกับยูโรโซน น่าจะยังจำกัดการปรับขึ้นของ EUR/USD ต่อไป
ก่อนการประชุม ECB ตลาด “ออปชันค่าเงิน” (FX options: ออปชันที่อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน) มี “ความผันผวนโดยนัย” ระยะสั้น (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดสะท้อนผ่านราคาออปชัน) ปรับสูงขึ้น ดัชนี Cboe EuroCurrency Volatility Index (EVZ) ขยับขึ้นมาที่ 8.5 สะท้อนว่าตลาดเตรียมรับความผันผวนรอบการประกาศผล นำไปสู่โอกาสของกลยุทธ์อย่าง “ลองสตรัดเดิล” (long straddle: ซื้อคอลและพุทที่ราคาใช้สิทธิใกล้กัน เพื่อได้กำไรหากราคาขยับแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง)
เคยเห็นรูปแบบคล้ายกันช่วงปลายปี 2025 ก่อนประชุมเดือนธันวาคม โดยความผันผวนเพิ่มขึ้นก่อนเหตุการณ์ แล้วลดลงหลังประกาศผล ผู้ลงทุนอาจวางแผน “ขายความผันผวน” หลังวันที่ 29 เมษายน ด้วยกลยุทธ์อย่าง “ชอร์ตสแตรงเกิล” (short strangle: ขายคอลและพุทคนละราคาใช้สิทธิ เพื่อหวังให้ราคาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบและเก็บพรีเมียม) หาก ECB ส่งสัญญาณผ่อนคลายตามคาด เพื่อใช้ประโยชน์จากการที่ “พรีเมียมออปชันหดตัว” (option premium crush: ราคาพรีเมียมลดลงเร็วหลังเหตุการณ์สำคัญผ่านไป)
แม้ระยะสั้นยังมีแรงกดดัน แต่การวางสถานะว่าเงินยูโรจะอ่อนค่ามากอาจเร็วเกินไป แม้ IMF จะลดคาดการณ์การเติบโตยูโรโซนปี 2026 เหลือ 1.1% แต่ข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI: แบบสำรวจภาคธุรกิจที่ชี้ทิศทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ) ล่าสุดสะท้อนว่าภาคบริการยังทรงตัวได้ดี ความแข็งแรงพื้นฐานเช่นนี้ทำให้เหมาะกับกลยุทธ์ที่ “จำกัดความเสี่ยง” (defined-risk: รู้ขาดทุนสูงสุดล่วงหน้า) เช่น “ซื้อพุทสเปรด” (put spread: ซื้อพุทหนึ่งสัญญาและขายพุทอีกสัญญาที่ราคาใช้สิทธิต่างกัน เพื่อลดต้นทุนและจำกัดความเสี่ยง) มากกว่าการเปิดสถานะขายตรง ๆ