รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ พบผู้นำโลกหลายรายในสัปดาห์นี้ เพื่อชี้แจงแผนของสหรัฐในการเร่งทำข้อตกลงการค้า และปรับนโยบายที่เกี่ยวข้อง วาระถูกอธิบายว่าเพื่อแก้ความเสียหายจากปีแรกของรัฐบาลทรัมป์ โดยเน้น “แร่ธาตุสำคัญ” และการค้าในวงกว้าง
ในการพบกับรัฐมนตรีคลังอังกฤษ เรเชล รีฟส์ เบสเซนต์ระบุว่าสหรัฐยังยึดมั่นในวาระนโยบาย “Economic Fury” (แนวนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกของสหรัฐ) การหารือครอบคลุมประเด็นการค้าและลำดับความสำคัญด้านนโยบายที่เกี่ยวข้อง
รีเซ็ตนโยบายการค้า และเดินสายต่างประเทศ
เบสเซนต์ยังพบรัฐมนตรีเศรษฐกิจอิตาลี จานคาร์โล จอร์เจ็ตติ และหารือเรื่อง “แร่ธาตุสำคัญ” (วัตถุดิบที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี พลังงาน และกลาโหม เช่น แร่หายาก ลิเทียม โคบอลต์) นอกจากนี้ยังมีการพบหารือแยกกับรัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น โดยเบสเซนต์ย้ำ “พันธมิตรที่แข็งแกร่ง” ระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่น
การพบหารือในสัปดาห์นี้สะท้อนการหันออกจากแนวนโยบายกีดกันการค้าที่ใช้ในปี 2025 วาระ “Economic Fury” ดูจะมุ่งสร้างกติกาการค้าที่คาดการณ์ได้มากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปช่วยลดความผันผวนของตลาด โดยคาดว่า CBOE Volatility Index (VIX) หรือ “ดัชนีความผันผวน” (ตัวชี้วัดความคาดหวังความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐจากราคาสัญญาออปชัน) จะผ่อนลง หลังเคยพุ่งเกิน 30 ช่วงความไม่แน่นอนเรื่องภาษี และอาจกลับใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาวแถว 19
การเน้นแร่ธาตุสำคัญกับอิตาลีเป็นกลยุทธ์ลดความเสี่ยง “ซัพพลายเชน” (ห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการผลิตและส่งมอบ) สำหรับกลุ่มเทคโนโลยีและยานยนต์ของสหรัฐ โดยที่ผ่านมา สหรัฐนำเข้า “แร่หายาก” (แร่โลหะที่ใช้ในแม่เหล็ก มอเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์พลังงานสะอาด) จากจีนมากกว่า 75% การหาซัพพลายจากยุโรปอาจช่วยทำให้ต้นทุนวัตถุดิบมีเสถียรภาพขึ้นสำหรับผู้ผลิตรถ EV (รถยนต์ไฟฟ้า) และผู้ผลิต “เซมิคอนดักเตอร์” (ชิปอิเล็กทรอนิกส์) ทำให้ “คอลออปชัน” (สัญญาอนุพันธ์ที่ให้สิทธิซื้อสินทรัพย์ในราคาและเวลาที่กำหนด) ในหุ้นยานยนต์ และกองทุน SOXX semiconductor ETF (กองทุน ETF ที่ติดตามหุ้นกลุ่มชิป โดย ETF คือกองทุนที่ซื้อขายได้เหมือนหุ้น) ดูน่าสนใจขึ้น เพราะความเสี่ยงหลักถูกลดลง
การย้ำพันธมิตรกับคู่ค้าหลักอย่างญี่ปุ่นและอังกฤษบ่งชี้ความนิ่งขึ้นของตลาดเงิน ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับต้นของสหรัฐ มูลค่าการค้าสินค้าต่อปีมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ พันธมิตรที่แน่นขึ้นช่วยลดโอกาสเกิดการแกว่งแรงแบบคาดไม่ถึงของคู่เงิน USD/JPY (อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อเยน) ซึ่งเอื้อต่อผู้เทรดที่ทำกลยุทธ์ “ขายพรีเมียมออปชัน” (เก็บค่าพรีเมียม โดยรับความเสี่ยงตามเงื่อนไขสัญญา) บน ETF ที่อิงค่าเงิน
ผู้ชนะและผู้แพ้ในแต่ละอุตสาหกรรม
การเปลี่ยนนโยบายนี้จะทำให้ผู้ชนะและผู้แพ้ชัดขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2025 บริษัทอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้ามีโอกาสเห็น “มาร์จิ้น” (อัตรากำไร) ดีขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตในประเทศอย่างกลุ่มเหล็กซึ่งเคยได้ประโยชน์จาก “ภาษีนำเข้า” (มาตรการขึ้นภาษีเพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศ) อาจถูกกดดันจากการแข่งขันต่างประเทศอีกครั้ง กลยุทธ์ที่ถูกพูดถึงคือมอง “สถานะซื้อ” (long positions คือถือเพื่อหวังราคาขึ้น) ใน ETF กลุ่มอุตสาหกรรม และพิจารณา “พุตออปชัน” (สัญญาให้สิทธิขาย ใช้เมื่อคาดว่าราคาจะลง) ในผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้ประโยชน์มากจากนโยบายกีดกันการค้าเมื่อปีก่อน
สร้างบัญชี VT Markets แบบใช้งานจริง และ เริ่มเทรด ได้ทันที