ทองคำอ่อนตัวลงในช่วงการซื้อขายตลาดสหรัฐฯ หลังความตึงเครียดตะวันออกกลางผ่อนคลาย จากความพยายามรื้อฟื้นการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน และข้อเสนอหยุดยิงอิสราเอล-เลบานอน โดย XAU/USD (ราคาทองคำเทียบดอลลาร์สหรัฐ) เคลื่อนไหวที่ 4,784 ดอลลาร์ ลดลง 0.13%
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index หรือ DXY: ดัชนีวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) เพิ่ม 0.21% อยู่ที่ 98.25 กดดันราคาทองคำ (bullion: ทองคำแท่ง/ทองคำในตลาดสปอต) ขณะที่หุ้นสหรัฐปรับขึ้น หลังตลาดประเมินโอกาสบรรลุข้อตกลงระหว่างวอชิงตัน-เตหะราน
การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มลดช่องว่าง
รายงานระบุว่าสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มลดความเห็นต่างกัน รวมถึงประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) โดยอิหร่านต้องการให้ปล่อยเงินที่ถูกอายัด (frozen funds: เงินที่ถูกระงับการใช้จากมาตรการคว่ำบาตร) แลกกับการอนุญาตให้เรือเดินทางผ่านน่านน้ำโอมาน ขณะที่ประเด็นนิวเคลียร์ยังไม่ยุติ
โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าอิสราเอลและเลบานอนจะเริ่มหยุดยิง 10 วัน เวลา 17:00 น. ตามเวลา EST (21:00 น. GMT) โดยการหยุดยิงมีเป้าหมายลดการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ ระหว่างความขัดแย้งกับอิหร่าน
ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐฯ (Initial Jobless Claims: จำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ว่างงานรายสัปดาห์) ลดลงเหลือ 207,000 ราย ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 11 เมษายน ต่ำกว่าคาด 215,000 และต่ำกว่าครั้งก่อน 218,000 ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ (Industrial Production: ดัชนีสะท้อนกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม) ลดจาก 0.7% เป็น -0.5% เมื่อเทียบรายเดือนในเดือนมีนาคม โดยถูกฉุดจากรถยนต์ ชิ้นส่วน และสาธารณูปโภค
จอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก กล่าวว่า ความขัดแย้งกับอิหร่านดันราคาสินค้าสูงขึ้น และคาดเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation: เงินเฟ้อรวมทุกหมวด ไม่ตัดอาหารและพลังงาน) จะสูงขึ้น ขณะที่สตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟด ระบุว่าคาดลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง แทน 4 ครั้ง เพราะเงินเฟ้อ “ไม่เอื้ออำนวย” มากกว่าเดิม
การเปลี่ยนแปลงของตลาดทองคำ เดือนเมษายน 2026
ภาพในเดือนเมษายน 2026 แตกต่างจากปี 2025 มาก ตอนนั้นความหวังลดความตึงเครียดตะวันออกกลางเคยกดทองลงไปแถว 4,780 ดอลลาร์ แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีอยู่และช่วยพยุงราคา (providing a floor: ทำหน้าที่เป็นแนวรับเชิงพื้นฐาน) แต่แรงขับเคลื่อนหลักเปลี่ยนไปแล้ว ปัจจุบันทองซื้อขายราว 5,150 ดอลลาร์ สะท้อนว่าอุปสงค์พื้นฐาน (underlying demand: ความต้องการซื้อจริงเชิงโครงสร้าง) เหนือกว่าความกังวลระยะสั้นแบบ “หนีความเสี่ยง” (risk-off sentiment: ภาวะที่นักลงทุนลดสินทรัพย์เสี่ยงและไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย) ที่เห็นเมื่อปีก่อน
มุมมองของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือเฟด: ธนาคารกลางของสหรัฐที่กำหนดนโยบายดอกเบี้ยและสภาพคล่อง) ที่เคยส่งสัญญาณอาจลดดอกเบี้ย 3-4 ครั้งในปี 2025 กลายเป็นเรื่องซับซ้อนขึ้นจากเงินเฟ้อที่ยังสูง ข้อมูลล่าสุดของเดือนมีนาคม 2026 ชี้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index หรือ CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) ยังอยู่สูงที่ 3.4% เมื่อเทียบรายปี ทำให้เส้นทางนโยบายของเฟดเดินยาก เงินเฟ้อที่ลดช้า (sticky inflation: เงินเฟ้อที่ปรับลงยากและอยู่สูงนาน) ทำให้ทองยังน่าสนใจในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (hedge: การถือสินทรัพย์เพื่อช่วยลดความเสียหายจากความไม่แน่นอน) แม้ดอกเบี้ยอาจ “สูงนานขึ้น” (higher for longer: ดอกเบี้ยอยู่ระดับสูงเป็นเวลานาน)
ปัจจัยสำคัญที่หนุนรอบขาขึ้น คือการซื้ออย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก (central banks: หน่วยงานการเงินของรัฐที่ถือทุนสำรองและดูแลเสถียรภาพค่าเงิน) ซึ่งเร่งตัวหลังปี 2022 ตามข้อมูลล่าสุดของสภาทองคำโลก (World Gold Council: องค์กรที่รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ตลาดทอง) ธนาคารกลางซื้อสุทธิรวมมากกว่า 1,037 ตันในปี 2023 และรายงานระบุว่าการซื้อเชิงรุกยังต่อเนื่องในปี 2025 และปีนี้ การซื้อของสถาบันขนาดใหญ่นี้เป็นแรงรับในตลาด (institutional bid: แรงซื้อจากสถาบัน) ทำให้เมื่อราคาย่อตัวแรง มักมีแรงซื้อกลับรองรับ
แม้ทองแข็งแกร่ง แต่นักลงทุนต้องจับตาดอลลาร์สหรัฐที่ยังแข็ง โดย DXY อยู่ใกล้ 105 ตามปกติดอลลาร์แข็งจะเป็นแรงกดดันต่อทอง (headwind: ปัจจัยต้าน) และตลาดแรงงานสหรัฐที่ยังแข็งแรง โดยผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ต่ำที่ 212,000 ราย ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 11 เมษายน 2026 ช่วยหนุนเงินดอลลาร์ ทำให้เกิดแรงต้านกันระหว่างดอลลาร์ที่แข็งกับแรงซื้อทองจากปัจจัยพื้นฐานที่แน่น
ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า กลยุทธ์ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” (buy on weakness: รอซื้อเมื่อราคาย่อตัว) อาจเหมาะสม เพราะคาดการณ์ขาขึ้นระยะยาวจากเงินเฟ้อและแรงซื้อธนาคารกลางยังไม่เปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจใช้สัญญาออปชัน (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายสินทรัพย์ที่ราคาอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ) เพื่อกำหนดความเสี่ยง เช่น ซื้อคอลสเปรด (call spread: ซื้อออปชันคอลและขายคอลอีกระดับราคา เพื่อลดต้นทุนแลกกับกำไรสูงสุดที่จำกัด) เพื่อหวังเป้าหมายไปที่แนวต้าน 5,250 ดอลลาร์ (resistance: ระดับราคาที่มักมีแรงขายกดไว้) ขณะจำกัดต้นทุนเบื้องต้น โดยระดับ 5,050 ดอลลาร์ดูเป็นแนวรับสำคัญ (support: ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อรองรับ) สำหรับจับตาจุดเข้า
สร้างบัญชีจริง VT Markets และ เริ่มเทรด ได้ทันที