หุ้นทั่วโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ และเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าหลังจากอ่อนตัวไปก่อนหน้า ขณะเดียวกันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับมุมมองการเติบโตเศรษฐกิจให้แย่ลง โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: DXY) ซึ่งเป็นดัชนีวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลัก คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 96.00–100.00 ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐกับประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ (interest rate differentials: ความต่างของดอกเบี้ยนโยบายที่มีผลต่อการไหลของเงินทุน) ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ DXY แกว่งอยู่ในกรอบใกล้ระดับเดิม นอกจากนี้ อุปสงค์จากต่างชาติที่ยังซื้อ “ตราสารระยะยาวของสหรัฐ” ต่อเนื่อง ก็ช่วยพยุงค่าเงินดอลลาร์ในระยะใกล้
Foreign Demand For Us Securities
ข้อมูล Treasury International Capital (TIC) ของสหรัฐ (รายงานการไหลของเงินทุนเข้าออกข้ามพรมแดน) ระบุว่า ในช่วง 12 เดือนถึงเดือนกุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างชาติสะสมตราสารสหรัฐระยะยาวรวม 1,615 พันล้านดอลลาร์ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury bonds) และตั๋วเงินคลังระยะกลาง/ยาว (Treasury notes), หุ้นกู้เอกชน (corporate bonds), หุ้น (equities), ตราสารของหน่วยงานภาครัฐ (government agency bonds) และตราสารระยะยาวอื่น ๆ
อุปสงค์ต่างชาติต่อตราสารสหรัฐระยะยาวมีแนวโน้มชะลอลงเมื่อเวลาผ่านไป หากเงินดอลลาร์ไหลออกไปต่างประเทศลดลง ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับความพยายามลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ (trade deficit: มูลค่านำเข้ามากกว่าส่งออก) ซึ่งอาจทำให้ “การนำดอลลาร์จากต่างประเทศกลับมาลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐ” (recycling: การนำเงินกลับมาซื้อสินทรัพย์เดิม) ลดลง
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยเฟด (Fed funds futures: เครื่องมือที่สะท้อนการคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต) บ่งชี้โอกาส 45% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 25 bps ภายในสิ้นปี (bps: จุดเบสิส 1 bps = 0.01%) ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 3.25–3.50% อีกทั้ง “ลดดอกเบี้ย 1 ครั้งภายในสิ้นปี” ถูกใช้เป็นกรณีฐานที่สอดคล้องกับประมาณการของคณะกรรมการ FOMC (คณะกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐ)
ตลาดยังให้น้ำหนักกับเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว มากกว่าคาดการณ์การเติบโตโลกที่มีทั้งบวกและลบ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะโต 3.2% แบบทรงตัว แต่ประเด็นนี้ถูกกลบด้วยความแข็งแกร่งเมื่อเทียบกันของเศรษฐกิจสหรัฐ เราเห็นด้วยว่าตลาดจะโฟกัสการฟื้นตัวในระยะใกล้
Rate Differentials And Volatility Strategies
เราไม่คาดว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะทำจุดสูงสุดรอบใหม่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย โดยธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 5.25–5.50% ยังคงทำให้ DXY เคลื่อนไหวในกรอบล่าสุดราว 103.00–107.00 ความนิ่งของกรอบดังกล่าวทำให้ผู้ลงทุนสามารถพิจารณากลยุทธ์ “ขายความผันผวน” (selling volatility: กลยุทธ์ขายออปชันเพื่อรับพรีเมียม โดยคาดว่าราคาไม่แกว่งแรง) ในคู่เงินหลักได้
นอกจากนี้ อุปสงค์ต่างชาติต่อตราสารสหรัฐระยะยาวยังแข็งแกร่ง เป็นแรงพยุงค่าเงินดอลลาร์ ข้อมูล TIC ล่าสุดระบุเงินทุนไหลเข้าสุทธิจากต่างชาติ (net foreign inflows: เงินเข้ามากกว่าเงินออก) 51.6 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวช่วงต้นปี สะท้อนความต้องการสินทรัพย์สหรัฐที่ช่วยหนุนค่าเงิน
อย่างไรก็ดี เราคาดว่าแรงซื้อจากต่างชาติในตราสารสหรัฐระยะยาวจะค่อย ๆ ลดลง สอดคล้องกับความกังวลที่เคยเห็นในปี 2025 เรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า ความพยายามจัดการการขาดดุลการค้าขนาดใหญ่ของสหรัฐ จะทำให้ดอลลาร์ไหลออกไปต่างประเทศน้อยลง และลดแรงจำเป็นที่เงินดังกล่าวจะไหลกลับมาซื้อหลักทรัพย์สหรัฐ
Fed funds futures ในปัจจุบันสะท้อนว่าภายในสิ้นปีอาจลดดอกเบี้ยเพียง 1–2 ครั้ง ซึ่งต่างจากที่เคยคาดไว้มากก่อนหน้า ภาพนี้สนับสนุนมุมมอง “แกว่งในกรอบ” (range-bound: เคลื่อนไหวขึ้นลงในช่วงจำกัด) และทำให้กลยุทธ์อย่างการขายสแตรดเดิล (straddle: ขายออปชันทั้งซื้อและขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อรับพรีเมียมเมื่อคาดว่าราคาไม่แกว่งแรง) หรือสแตรงเกิล (strangle: ขายออปชันซื้อและขายคนละราคาใช้สิทธิ เพื่อรับพรีเมียมในกรณีคาดความผันผวนต่ำ) ในคู่เงินอย่าง EUR/USD น่าสนใจ ผู้ลงทุนควรมองหาจังหวะที่ความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนจากราคาออปชัน) สูง เมื่อเทียบกับแนวโน้มที่คาดว่าจะทรงตัว