การผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีน (Industrial Production: ตัวชี้วัดปริมาณการผลิตของโรงงานและเหมืองแร่) แบบเทียบรายปี (Year-on-Year: เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน) เพิ่มขึ้น 5.7% ในเดือนมีนาคม สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 5.5%
รายงานนี้เปรียบเทียบผลผลิตเดือนมีนาคมกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยตัวเลขจริงสูงกว่าคาดการณ์ 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ (Percentage points: ส่วนต่างของ “หน่วยเปอร์เซ็นต์” ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ของเปอร์เซ็นต์)
ผลต่อกลยุทธ์ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
เรามองว่าตัวเลขที่ดีกว่าคาดเป็นสัญญาณโดยตรงว่า “ความต้องการใช้สินค้าโภคภัณฑ์” (Commodities: วัตถุดิบซื้อขายในตลาด เช่น โลหะ น้ำมัน) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า การออกมาสูงกว่าคาดสะท้อนว่าภาคการผลิตของจีนแข็งแรงกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งหนุนโลหะอุตสาหกรรมหลัก เราควรพิจารณาเปิดสถานะ “ซื้อ” (Long positions: คาดว่าราคาจะขึ้น) ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures: สัญญาตกลงซื้อ/ขายในอนาคต) ของทองแดงและแร่เหล็ก เพราะราคามักเปลี่ยนตามกิจกรรมอุตสาหกรรมของจีนอย่างใกล้ชิด
ข้อมูลนี้ยังหนุนมุมมอง “ขาขึ้น” (Bullish: คาดว่าจะปรับขึ้น) ต่อสกุลเงินที่อิงสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะดอลลาร์ออสเตรเลีย เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย เศรษฐกิจจีนที่ยังแข็งแรงช่วยเพิ่มความต้องการนำเข้า โดยสินค้าหลักคือแร่เหล็ก เมื่อคู่เงิน AUD/USD เคลื่อนไหวในกรอบแคบราว 0.6650 ข่าวนี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้ราคาทะลุขึ้น (Breakout: หลุดกรอบเดิมไปต่อทิศทางใหม่)
เราควรจับตาผลต่อตลาดพลังงานด้วย เพราะกิจกรรมอุตสาหกรรมที่มากขึ้นหมายถึงการใช้พลังงานสูงขึ้น การนำเข้าน้ำมันดิบของจีน (Crude oil imports) ซึ่งล่าสุดกลับขึ้นมาเกิน 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีโอกาสทรงตัวในระดับสูงหรือเพิ่มขึ้นจากข่าวนี้ จึงยังสนับสนุนการถือสถานะซื้อใน “ออปชันคอล” (Call options: สิทธิในการซื้อที่ราคาอ้างอิง ช่วยได้ประโยชน์เมื่อราคาขึ้น) ของน้ำมันดิบที่หมดอายุใน 1–2 เดือนข้างหน้า
ข้อพิจารณาด้านการบริหารความเสี่ยง
อย่างไรก็ดี แม้ข้อมูลจะเป็นบวก แต่ยังต้องระวังความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน ดังนั้นการใช้กลยุทธ์ที่กำหนดความเสี่ยงชัดเจน (Defined-risk: ขาดทุนสูงสุดจำกัด) เช่น “บูลคอลสเปรด” (Bull call spread: ซื้อคอลและขายคอลอีกระดับราคาเพื่อลดต้นทุนและจำกัดกำไร/ขาดทุน) บน ETF สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity ETFs: กองทุนซื้อขายที่อิงตะกร้าสินค้าโภคภัณฑ์) หรือหุ้นเหมืองแร่ เป็นแนวทางที่เหมาะสม ช่วยให้มีโอกาสรับผลบวกจากราคาขาขึ้น พร้อมจำกัดการขาดทุนหากความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมเป็นเพียงชั่วคราว