GBP/USD ฟื้นตัวหลังอ่อนค่าลงเล็กน้อยในวันก่อนหน้า และซื้อขายใกล้ 1.3570 ในช่วงเอเชียวันพฤหัสบดี การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นหลังบรรยากาศการลงทุนดีขึ้น จากความหวังว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะลดลง
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสงคราม “ใกล้จบแล้ว” ขณะที่รายงานหลายแห่งรวมถึง Bloomberg กล่าวถึงการหารือเรื่องการขยายเวลาหยุดยิง (ceasefire: การตกลงหยุดการสู้รบชั่วคราว) ออกไปอาจเป็น 2 สัปดาห์ แต่ทรัมป์มองว่าไม่จำเป็นเพราะยังมีการเจรจาอยู่
ความตึงเครียดตะวันออกกลาง และบรรยากาศตลาด
ความไม่แน่นอนยังอยู่ หลังสหรัฐฯ ประกาศแผนส่งทหารเพิ่มอีก 10,000 นายไปยังภูมิภาค ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) ยังปิดอยู่ ทำให้ราคาพลังงานทรงตัวสูง และเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ (inflation: ราคาสินค้าและบริการโดยรวมเพิ่มขึ้น)
ตลาดยังคาดว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการพบกันระหว่างรัฐมนตรีคลังอังกฤษ ราเชล รีฟส์ และรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ ในการประชุมฤดูใบไม้ผลิ IMF-World Bank ที่กรุงวอชิงตัน (IMF-World Bank Spring Meetings: เวทีประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก)
รายงาน Beige Book ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: ธนาคารกลางสหรัฐฯ) ระบุว่า กิจกรรมเศรษฐกิจขยายตัว “ปานกลาง” ขณะที่เงินเฟ้อดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐฯ เดือนมีนาคม (PPI: ดัชนีวัดราคาสินค้าที่ผู้ผลิตขาย ซึ่งมักเป็นสัญญาณเงินเฟ้อล่วงหน้า) เพิ่มเป็น 4% หนุนมุมมองว่าเฟดจะระมัดระวังการเปลี่ยนนโยบายในปี 2026
อัลแบร์โต มูซาเลม ระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดหมวดผันผวนอย่างอาหารและพลังงานออก) และเงินเฟ้อพื้นฐานอาจอยู่ต่ำกว่าเล็กน้อยหรือใกล้ 3%
การวางสถานะออปชัน และแนวโน้มความผันผวน
ท่ามกลางปัจจัยหนุนและกดดันที่สวนทางกัน GBP/USD มีโอกาสเคลื่อนไหวแรง และควรเตรียมรับความผันผวนที่สูงขึ้น ตลาดประเมินว่าธนาคารกลางอังกฤษอาจขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งเพื่อสกัดเงินเฟ้อ สะท้อนจาก CPI อังกฤษล่าสุดที่ทรงตัวที่ 3.8% (CPI: ดัชนีราคาผู้บริโภค วัดเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภค) ตรงข้ามกับเฟดที่ตลาดคาดว่าจะ “คงดอกเบี้ย” ทำให้เกิดภาวะที่ผู้เล่นออปชัน (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ) นำไปใช้วางกลยุทธ์ได้
ข่าวที่ขัดแย้งกันจากตะวันออกกลาง—ความหวังหยุดยิงปะทะกับข่าวส่งทหาร—ส่งผลโดยตรงต่อบรรยากาศตลาด โดยความผันผวนที่ตลาดคาดไว้ (implied volatility: ระดับความผันผวนที่สะท้อนจากราคาออปชัน ไม่ใช่ความผันผวนที่เกิดขึ้นจริง) ของออปชัน GBP/USD อายุ 1 เดือน เพิ่มขึ้นสู่ 11.5% ระดับที่ไม่เห็นมานับตั้งแต่เหตุช็อกด้านอุปทานพลังงานปีที่แล้ว สภาพแวดล้อมนี้ทำให้กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาแกว่งแรง เช่น long straddle หรือ strangle (กลยุทธ์ซื้อออปชันทั้งฝั่งขึ้นและลง เพื่อหวังได้กำไรจากการเคลื่อนไหวแรง ไม่ว่าทิศทางใด) ดูน่าสนใจในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
อีกด้านหนึ่ง เงินดอลลาร์สหรัฐยังได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทำให้เฟดยิ่งระมัดระวัง ล่าสุดรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls: ตัวเลขจ้างงานรายเดือนที่ตลาดใช้วัดความแข็งแกร่งเศรษฐกิจสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 215,000 ตำแหน่ง ทำให้เฟดมีเหตุผลน้อยที่จะลดดอกเบี้ย
สำหรับผู้ที่มองว่าท่าที “เข้มงวด” ของธนาคารกลางอังกฤษ (hawkish: โน้มเอียงไปทางขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ) จะเด่นกว่าเฟด การซื้อคอลออปชัน (call option: สิทธิซื้อ) ของ GBP/USD ที่ราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่กำหนดในสัญญาออปชัน) เหนือแนวต้าน 1.3600 เป็นวิธีเดิมพันการทะลุกรอบโดยจำกัดความเสี่ยง ส่วนผู้ที่คาดว่าความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์หรือข้อมูลสหรัฐที่แข็งจะทำให้เกิดแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (flight to safety: เงินไหลเข้าสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำ เช่น ดอลลาร์/พันธบัตร) อาจเลือกซื้อพุทออปชัน (put option: สิทธิขาย) นอกจากนี้ การใช้ออปชันแบบสเปรด (option spreads: ซื้อและขายออปชันพร้อมกันต่างราคา/ต่างอายุ เพื่อลดต้นทุนหรือจำกัดความเสี่ยง) ช่วยลดต้นทุนในการเข้าเทรดระหว่างที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจทั้งสองด้านยังต่อสู้กันอยู่