ทองคำร่วงลงมาแถว 4,800 ดอลลาร์ในช่วงเช้าตลาดเอเชียวันพฤหัสบดี ยุติการปรับขึ้นติดต่อกัน 2 วัน แรงซื้อ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe-haven: สินทรัพย์ที่นักลงทุนมักซื้อเมื่อกังวลความเสี่ยง เช่น ทองคำ) ที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดตะวันออกกลางอ่อนลง ขณะที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น
บลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันพุธว่า สหรัฐและอิหร่านกำลังพิจารณาขยายเวลาหยุดยิง (ceasefire: การตกลงหยุดปฏิบัติการทางทหารชั่วคราว) ออกไป 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางให้การเจรจาสันติภาพมีเวลามากขึ้น อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดยังสูงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: ช่องทางเดินเรือสำคัญสำหรับขนส่งน้ำมันและก๊าซ) ซึ่งแทบปิดการสัญจรตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อเกือบ 7 สัปดาห์ก่อน
ราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ย
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ตลาดกังวล “เงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน” (energy-led inflation: เงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงานเพิ่ม) ส่งผลให้ความคาดหวังต่อการ “ลดดอกเบี้ย” ลดลง และกดดันราคาทองคำ ทองคำไม่ให้ดอกเบี้ย (non-yielding asset: สินทรัพย์ที่ไม่สร้างดอกผล/ดอกเบี้ย) จึงมักเสียเปรียบเมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง
แรงซื้อจากธนาคารกลางอาจช่วยพยุงราคา จีนระบุว่าธนาคารกลางจีน (PBoC: People’s Bank of China) ซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกันจนถึงมีนาคม 2026
ธนาคารกลางเป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ และมักซื้อเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ (diversify reserves: ลดการพึ่งพาสินทรัพย์/สกุลเงินเดียว) และเสริมความเชื่อมั่นต่อสกุลเงิน โดยปี 2022 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อเพิ่ม 1,136 ตัน มูลค่าราว 70,000 ล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตามข้อมูลสภาทองคำโลก (World Gold Council: องค์กรอุตสาหกรรมทองคำที่รวบรวมข้อมูลตลาด)
โดยทั่วไปทองคำมักเคลื่อนไหวสวนทางกับดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries: ตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ) และอาจเคลื่อนไหวตรงข้ามกับสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ราคาทองถูกกำหนดโดยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย อัตราดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ เพราะทองคำซื้อขายกันในหน่วยดอลลาร์
กลยุทธ์ออปชันและความผันผวน
ตลาดเห็นทองอ่อนลงสู่ระดับ 4,800 ดอลลาร์ หลังแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจากตะวันออกกลางเริ่มซาลง ขณะนี้ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเป็นปัจจัยหลัก ทำให้กังวลเงินเฟ้อและท่าทีดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ส่งผลให้ผู้ซื้อขายอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ทอง/น้ำมัน) ต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กับนโยบายการเงิน
เมื่อราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI: West Texas Intermediate น้ำมันดิบมาตรฐานของสหรัฐ) ทะลุ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความคาดหวังเงินเฟ้อจึงเป็นประเด็นใหญ่ของตลาด รายงานเงินเฟ้อ CPI ล่าสุด (CPI: ดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดเงินเฟ้อ) อยู่ที่ 3.8% สูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed: ธนาคารกลางสหรัฐ) ย้ำมุมมองดอกเบี้ย “สูงนาน” (higher-for-longer: ดอกเบี้ยอยู่ระดับสูงเป็นเวลานาน) สภาพแวดล้อมนี้ทำให้การซื้อคอลออปชันทองคำ (call options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อในราคาที่กำหนด) มีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยมักถูกกดดันเมื่อดอกเบี้ยสูง
ข่าวเกี่ยวกับการขยายเวลาหยุดยิงสหรัฐ–อิหร่านอาจทำให้ราคาแกว่งแรง ทำให้คาดทิศทางได้ยาก การที่ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดเป็นความเสี่ยงใหญ่ และหากสถานการณ์ปะทุอาจดันทองพุ่งขึ้นอีก ภายใต้ความไม่แน่นอน กลยุทธ์อย่าง “สตรัดเดิล” หรือ “สแตรงเกิล” (straddle/strangle: ซื้อออปชันทั้งฝั่งขึ้นและลงเพื่อหวังกำไรจากการแกว่งแรง ไม่จำเป็นต้องทายทิศทาง) อาจเหมาะสำหรับการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง
แรงซื้อสม่ำเสมอจากธนาคารกลางยังเป็นตัวพยุง โดยเห็นได้จาก PBoC ที่ต่อเนื่องการซื้อถึงเดือนล่าสุด เมื่อย้อนดูปี 2025 จะเห็นว่าการซื้อของธนาคารกลางในปี 2022 ทำสถิติสูง และแนวโน้มนี้เร่งขึ้นเมื่อหลายประเทศลดการพึ่งพาดอลลาร์ ปัจจัยนี้ช่วยรองรับราคา ทำให้การถือพุตออปชัน (put options: สัญญาที่ให้สิทธิขายในราคาที่กำหนด) เพื่อเดิมพันว่าราคาจะร่วงแรง อาจขัดกับแรงหนุนระยะยาวที่สำคัญ
ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวของทองคำจำนวนมากขึ้นอยู่กับค่าเงินดอลลาร์ เพราะทองซื้อขายเป็นดอลลาร์ ความคาดหวังว่าดอกเบี้ยจะสูงต่อเนื่องทำให้ดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อทองคำ นักลงทุนควรจับตาดัชนีดอลลาร์ (DXY: ดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) หากทะลุระดับ 107.00 อาจกระตุ้นการปรับลงอีกระลอกของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ (gold futures: สัญญาที่ตกลงซื้อขายทองในอนาคตตามราคาที่กำหนด)