คาดว่าแรงกระแทกจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity price shocks: การปรับขึ้น/ลงรุนแรงของราคาน้ำมัน ก๊าซ โลหะ อาหารในตลาดโลก) จะดันเงินเฟ้อของสิงคโปร์ให้สูงขึ้นในระยะใกล้ ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวได้รวดเร็ว ขณะที่ค่าไฟฟ้าและราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อาจทยอยปรับขึ้นในช่วงถัดไป
นโยบายการเงินของสิงคโปร์ที่อิงอัตราแลกเปลี่ยน (exchange rate-based monetary policy: ใช้ค่าเงินเป็นเครื่องมือหลัก) อาจถูกใช้เพื่อจำกัด “เงินเฟ้อนำเข้า” (imported inflation: ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้นจากต้นทุนโลก/ค่าเงิน) และยึดเหนี่ยว “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” (inflation expectations: ความเชื่อของประชาชน/ตลาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ระดับใด) โดยคาดว่าธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) จะยอมให้ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าต่อผ่านกรอบ “ดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงแบบถ่วงน้ำหนักด้วยตะกร้าเงิน” (Singapore Dollar Nominal Effective Exchange Rate: SGD NEER คือดัชนีค่าเงินสิงคโปร์เทียบตะกร้าเงินคู่ค้าสำคัญ) ที่ขยับขึ้นจากการกำหนดนโยบาย
Fiscal Buffers And Reserves
มาตรการการคลังแบบเจาะจง (targeted fiscal measures: ช่วยเฉพาะกลุ่ม/ค่าใช้จ่ายจำเป็น) และทุนสำรองของประเทศถูกมองเป็นกันชน (buffers: เครื่องมือรองรับแรงกระแทก) เพื่อเพิ่มความทนทานเมื่อเผชิญปัจจัยภายนอก โดยระบุว่าทุนสำรองช่วยคงความมั่นคงด้านพลังงานในประเทศ และเป็นแหล่งเงินสำหรับนำเข้าสินค้าจำเป็น
การอุดหนุนแบบเหมารวมและการควบคุมราคาถูกมองว่าไม่เหมาะ เพราะทำให้ “สัญญาณราคา” (price signals: ราคาที่สะท้อนความขาดแคลน/ต้นทุนจริง) บิดเบือน และทำให้แรงจูงใจผิดเพี้ยน ข้อความสื่อสารต่อสาธารณะควรพูดถึงความเสี่ยง เช่น เงินเฟ้อสูงขึ้นและการเติบโตชะลอ พร้อมยืนยันว่ามีกันชนทางการเงินเพียงพอ
เราเห็นว่าแรงกระแทกจากสินค้าโภคภัณฑ์โลกกำลังกดดันเงินเฟ้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดหมวดผันผวน เช่น อาหารสด/พลังงาน เพื่อดูแนวโน้มแท้จริง) ยังทรงตัวสูงกว่า 3% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องเดินหน้า จึงควรคาดว่า MAS จะใช้เครื่องมือหลักต่อไป คือปล่อยให้เงินดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่า
Implications For Rates And Derivatives
สำหรับผู้ซื้อขายตราสารอนุพันธ์ค่าเงิน (currency derivatives: สัญญาทางการเงินที่อ้างอิงค่าเงิน เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) แนวโน้มชี้ไปที่ SGD แข็งค่า ซึ่งสื่อถึงโอกาสที่ USD/SGD จะลดลง หลังราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะเบรนต์ (Brent crude: น้ำมันดิบมาตรฐานอ้างอิงของตลาดโลก) กลับขึ้นเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สามารถใช้ออปชัน (options: สิทธิในการซื้อ/ขายที่ราคาที่กำหนด) เพื่อจัดโครงสร้างกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินแข็งจากนโยบาย มากกว่าการเดิมพันทิศทางแบบตรงไปตรงมา
การคุมเข้มผ่านค่าเงินนี้มักกดดันให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสิงคโปร์ปรับขึ้น ย้อนดูรอบคุมเข้มปี 2022-2023 พบว่าอัตรา SORA (Singapore Overnight Rate Average: อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยข้ามคืนของสิงคโปร์ ใช้อ้างอิงเงินกู้/อนุพันธ์ดอกเบี้ย) ปรับขึ้นต่อเนื่องไปพร้อมกับ SGD NEER ที่แข็งค่า ดังนั้นผู้ค้าอนุพันธ์อาจพิจารณาสถานะที่รองรับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นในอีกไม่กี่เดือน
ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าอาจเป็นแรงกดดันต่อบริษัทสิงคโปร์ที่พึ่งพาการส่งออก (export-oriented: รายได้หลักจากต่างประเทศ) เพราะสินค้าจะมีราคาแพงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดโลก จึงอาจเห็นบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่อการค้าโลกทำผลงานด้อยกว่า กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง (hedging: ลดความเสี่ยงจากความผันผวน) ด้วยฟิวเจอร์สหรือออปชันบนดัชนี Straits Times Index (STI: ดัชนีหุ้นหลักของสิงคโปร์) อาจเหมาะเพื่อจำกัดความเสี่ยงด้านลบ
แนวทางของรัฐบาลที่ปล่อยให้ราคาปรับตามกลไกตลาด แต่ใช้ทุนสำรองเป็นกันชน สะท้อนว่าจะยอมรับการปรับตัวของตลาดในระดับหนึ่ง สภาพแวดล้อมที่ “บริหารแต่ไม่ควบคุมราคา” อาจทำให้ความผันผวน (volatility: ระดับการแกว่งของราคา) เพิ่มขึ้นในช่วงต่อจากนี้ เมื่อผู้เล่นตลาดประเมินท่าทีครั้งถัดไปของ MAS สถานการณ์อาจเอื้อต่อกลยุทธ์ที่เน้นความผันผวน โดยให้ความสำคัญกับขนาดการแกว่งมากกว่าทิศทาง