ยอดคำสั่งซื้อเครื่องจักรของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 24.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในเดือนกุมภาพันธ์ สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 8.5%
ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่าอัตราการเติบโตแบบรายปีแข็งแกร่งกว่าที่คาด โดยเป็นการเปรียบเทียบตัวเลขล่าสุดกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
การพุ่งขึ้น 24.7% แบบปีต่อปีของคำสั่งซื้อเครื่องจักรเป็นสัญญาณชัดเจนว่า “อุปสงค์ในประเทศ” (ความต้องการซื้อ/ลงทุนภายในประเทศ) เร่งตัวแรงกว่าที่ประเมินไว้มาก ซึ่งชี้ไปที่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ดีขึ้น และแนวโน้ม “การลงทุนภาคเอกชน” (การใช้เงินลงทุนของบริษัท เช่น ซื้อเครื่องจักร สร้างโรงงาน ลงทุนระบบไอที) ที่แข็งแกร่ง เราควรวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับแรงหนุนพื้นฐานของเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มต่อเนื่องในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน
ข้อมูลที่ออกมาดีกว่าคาดนี้เพิ่มโอกาสให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เดินหน้า “ปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ” (ทยอยลดความผ่อนคลายทางการเงิน เช่น ลดมาตรการกระตุ้น และปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับปกติ) ได้ง่ายขึ้น โดยเมื่อ “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (อัตราเงินเฟ้อที่ตัดรายการผันผวนสูงอย่างอาหารสดออก เพื่อสะท้อนแนวโน้มราคาโดยรวม) ล่าสุดเดือนมีนาคมอยู่ที่ 2.4% อย่างทรงตัว ความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นไตรมาส 3 จึงเพิ่มขึ้นมาก อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จาก “เงินเยนแข็งค่า” (อัตราแลกเปลี่ยนเยนต่อสกุลอื่นแข็งขึ้น) เช่น การขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส) EUR/JPY หรือการซื้อ “ออปชันขาย” (put option: สิทธิในการขายสินทรัพย์ที่ราคา predetermined เพื่อทำกำไรเมื่อราคา/ค่าเงินปรับลง) บน USD/JPY จะน่าสนใจมากขึ้น
สำหรับตลาดหุ้น ข่าวนี้เป็นบวกต่อบริษัทที่พึ่งพาตลาดในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เราอาจเพิ่มสัดส่วนผ่าน “ออปชันซื้อ” (call option: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคา predetermined เพื่อทำกำไรเมื่อราคาปรับขึ้น) บนดัชนี Nikkei 225 หรือกลยุทธ์ขาย put ที่ราคาใช้สิทธิห่างจากราคาปัจจุบัน เพื่อรับ “พรีเมียม” (premium: ค่าเบี้ยที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายให้ผู้ขาย) ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือเงินเยนที่แข็งค่าเร็วอาจกดดันความสามารถทำกำไรของผู้ส่งออกรายใหญ่ของญี่ปุ่น