ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงเป็นวันที่สามติดต่อกันในวันอังคาร ซื้อขายใกล้ 89.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และลดลง 3.93% ณ เวลาที่รายงาน โดยราคาผ่อนคลายลงหลังตลาดประเมินความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ-อิหร่านจะกลับมาเจรจากันอีกครั้ง
CNN รายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อาจจัดการพบปะตัวแทนอิหร่านแบบพบหน้ากันเป็นครั้งที่สอง ก่อนการหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ (การตกลงหยุดปฏิบัติการทางทหารชั่วคราว) จะสิ้นสุดในวันที่ 21 เมษายน หลังจากก่อนหน้านี้มีการเจรจาที่ปากีสถานแต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า การเจรจากับอิหร่านอาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แม้สหรัฐฯ จะใช้มาตรการปิดล้อมทางเรือ (การใช้กองทัพเรือสกัดกั้นการขนส่งทางทะเล) ที่มุ่งเป้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน
ตลาดมองว่าช่องทางการทูตช่วยลดความเสี่ยงความขัดแย้งในระยะใกล้ ซึ่งอาจกระทบต่ออุปทานพลังงานได้ ขณะเดียวกัน ข้อพิพาทเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังไม่มีข้อยุติ
ความสนใจยังจับตาช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการส่งออกน้ำมันโลก พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นความเสี่ยงต่อการเดินเรือและอุปทาน
Rabobank ระบุว่า ความปั่นป่วนรอบช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้เกิด “ช็อกด้านอุปทาน” (ภาวะที่น้ำมันในตลาดหายไปฉับพลันจนราคาพุ่ง) หากข้อจำกัดรุนแรงขึ้น พร้อมเตือนว่าโรงกลั่นบางแห่งอาจเผชิญการขาดแคลนน้ำมันดิบ หากการเดินเรือยังถูกจำกัด ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดแคลนเชื้อเพลิง และเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ (ราคาสินค้าโดยรวมสูงขึ้น)
ความไม่แน่นอนได้ดันดัชนีความผันผวนน้ำมันดิบของ Cboe (Cboe Crude Oil Volatility Index: OVX) ขึ้นมาใกล้ระดับ 38 สะท้อนความกังวลของตลาดที่เพิ่มขึ้น โดย OVX เป็นดัชนีที่วัด “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดคาดจากราคาสัญญาออปชัน ไม่ใช่ความผันผวนที่เกิดขึ้นจริง) ระดับที่สูงทำให้การ “ขายพรีเมียมออปชัน” (การขายออปชันเพื่อรับค่าเบี้ยหรือค่าพรีเมียม) เป็นกลยุทธ์ที่เสี่ยง แม้มีโอกาสได้ผลตอบแทน หากเชื่อว่าความตึงเครียดจะคลี่คลายโดยไม่กระทบอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ