ธนาคารเนชันแนล ออสเตรเลีย (National Australia Bank: NAB) รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (business confidence index: ตัวชี้วัดมุมมองของภาคธุรกิจต่อเศรษฐกิจและแนวโน้มกิจการ) อยู่ที่ -29 ในเดือนมีนาคม จากเดิม -1
การร่วงของความเชื่อมั่นจาก -1 เป็น -29 ถือว่ารุนแรง บ่งชี้ว่าความคาดหวังต่อเศรษฐกิจแย่ลงอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะกดดันดัชนี ASX 200 (ดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ของออสเตรเลีย) โดยกลยุทธ์ที่เป็นไปได้ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ได้แก่ การซื้อออปชันแบบ Put (สัญญาที่ให้สิทธิขายเพื่อทำกำไรเมื่อราคาลง) บนดัชนี หรือการ “ชอร์ต” สัญญาฟิวเจอร์ส (ขายสัญญาล่วงหน้าเพื่อหวังซื้อคืนถูกลงเมื่อราคาอ่อนตัว) ข้อมูลนี้ชี้ว่าบริษัทต่าง ๆ มีแนวโน้มชะลอการลงทุนและการจ้างงาน ซึ่งจะกระทบกำไรในอนาคตโดยตรง
Rate Cut Odds Increase
การทรุดตัวของความเชื่อมั่นเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางออสเตรเลีย (Reserve Bank of Australia: RBA) จะลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินดอลลาร์ออสเตรเลียมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลหลักอย่างดอลลาร์สหรัฐ (USD) มุมมองนี้สอดคล้องกับตัวเลขเงินเฟ้อ CPI รายไตรมาส (ดัชนีราคาผู้บริโภค: ตัวชี้วัดค่าครองชีพ) ล่าสุดที่ 2.8% ซึ่งต่ำกว่า “กรอบเป้าหมาย” ของ RBA (ช่วงเงินเฟ้อที่ต้องการ) ทำให้ธนาคารกลางมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น
ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลที่แย่กว่าคาดมากเช่นนี้มีโอกาสทำให้ความผันผวนของตลาด (market volatility: ระดับการแกว่งของราคา) เพิ่มขึ้นจากระดับที่ค่อนข้างนิ่งในปัจจุบัน ทางเลือกที่พอพิจารณาได้คือ ซื้อออปชันแบบ Call (สัญญาที่ให้สิทธิซื้อเพื่อทำกำไรเมื่อราคาขึ้น) บน A-VIX (ดัชนีความผันผวนของตลาดหุ้นออสเตรเลีย คล้าย “ดัชนีความกลัว”) หรือทำกลยุทธ์สแตรดเดิล (straddle: ซื้อทั้ง Call และ Put ที่ราคาใช้สิทธิใกล้กัน เพื่อหวังกำไรจากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) ในหุ้นสำคัญที่มีโอกาสผันผวนแรง ตลาดไม่ได้เตรียมรับตัวเลขที่แย่ระดับนี้ ทำให้การปรับราคาใหม่เพื่อสะท้อนความเสี่ยง (repricing: การปรับมูลค่าสินทรัพย์ให้เข้ากับข้อมูล/ความเสี่ยงล่าสุด) อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
นี่เป็นการกลับทิศจากความหวังแบบระมัดระวังในช่วงปลายปี 2025 เมื่อดูเหมือนแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มอยู่หมัด ระดับความเชื่อมั่นปัจจุบันสะท้อนความกังวลที่ไม่เห็นมาตั้งแต่ช่วงช็อกเศรษฐกิจแรกของโควิด-19 ในปี 2020 ซึ่งตอนนั้นตลาดปรับฐานลงแรงก่อนที่มาตรการภาครัฐและนโยบายจะเข้ามาพยุง
ตัวเลขนี้สอดคล้องกับข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุดที่อัตราว่างงานขยับขึ้นเป็น 4.5% ซึ่งชี้ว่าความอ่อนแอเกิดในหลายส่วนของเศรษฐกิจ ควรระวัง “หุ้นวัฏจักรเศรษฐกิจ” (cyclical sectors: กลุ่มที่ขึ้นลงตามเศรษฐกิจ) เช่น สินค้าฟุ่มเฟือย (consumer discretionary) และการเงิน (financials) ที่อ่อนไหวต่อภาวะชะลอตัว ขณะที่การถือกลุ่มเชิงรับ (defensive: กลุ่มที่ผันผวนน้อยกว่าเมื่อเศรษฐกิจแย่) เช่น เฮลท์แคร์ และสาธารณูปโภค (utilities) อาจช่วยลดแรงกระแทกได้บางส่วน