ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวในการแถลงข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ชื่นชมผลงานของรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ในประเด็นอิหร่าน โดยระบุว่า “ทำงานเรื่องอิหร่านได้ดีมาก” เขากล่าวว่าสหรัฐฯ “ได้รับการติดต่อเมื่อเช้านี้จากคนที่ใช่เกี่ยวกับอิหร่าน” และฝ่ายนั้น “ต้องการทำข้อตกลง”
ทรัมป์กล่าวว่าอิหร่านยังไม่ยอมรับเงื่อนไข “ไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์” และระบุว่าสหรัฐฯ จะ “นำวัสดุนิวเคลียร์กลับมา” (วัสดุนิวเคลียร์คือสารอย่างยูเรเนียมหรือพลูโตเนียมที่ใช้ผลิตพลังงานหรือใช้ทำอาวุธได้) เขาย้ำด้วยว่า “การปิดกั้น” ช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ ได้เริ่มขึ้นแล้ว (การปิดกั้นคือการสกัดกั้น/จำกัดการเดินเรือ ทำให้เรือผ่านได้ยากหรือไม่ได้)
ปฏิกิริยาตลาดและสัญญาณระยะสั้น
เขากล่าวว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนต้องการให้สถานการณ์ยุติลง ทรัมป์ยังกล่าวว่าสหรัฐฯ อาจแวะคิวบาหลัง “เสร็จเรื่องอิหร่าน”
ราคาทองคำขยับขึ้นจากราว 4,730 ดอลลาร์ไปที่ 4,741 ดอลลาร์ ก่อนย่อลงมาที่ 4,734 ดอลลาร์ ดัชนีดาวโจนส์ลดช่วงติดลบก่อนหน้าและกลับมาแทบไม่เปลี่ยนแปลงที่ 47,926 จุด ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: DXY คือดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) ลดลง 0.09% มาอยู่ที่ 98.61
เมื่อมีทั้งสัญญาณ “ปิดกั้น” และ “อาจทำข้อตกลง” ที่ขัดแย้งกัน ตลาดมีแนวโน้มผันผวนรุนแรงในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ดัชนีความผันผวน CBOE (VIX คือดัชนีสะท้อนความคาดหวังความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักเรียกดัชนีความกลัว) ที่พุ่งกว่า 30% เมื่อสัปดาห์ก่อนสู่แถว 28 เป็นเครื่องมือที่สะท้อนความไม่แน่นอนนี้โดยตรง นักเทรดอาจพิจารณาซื้อคอลออปชัน (call option คือสิทธิในการซื้อที่ราคาและเวลาที่กำหนด) บน VIX เพื่อเก็งกำไรจากการแกว่งตัวแรงของราคา
การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อ ตลาดพลังงาน เพราะน้ำมันดิบรายวันของโลกเกือบ 1 ใน 5 ต้องผ่านเส้นทางนี้ นักลงทุนอาจพิจารณาซื้อคอลออปชันอายุยาว (long-dated คือสัญญาที่มีอายุเหลือนาน) บนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ (crude oil futures คือสัญญาตกลงซื้อขายน้ำมันในอนาคต) เช่น WTI และ Brent เพื่อรับมือความเสี่ยงช็อกด้านอุปทาน หากปิดกั้นต่อเนื่อง ราคาน้ำมันเบรนท์อาจพุ่งผ่าน 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้
เคยเกิดเหตุคล้ายกันในปี 2019 เมื่อการโจมตีด้วยโดรนต่อโรงงานในซาอุดีอาระเบียทำให้อุปทานโลกหายไปชั่วคราว 5% ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งเกือบ 20% ในวันเดียว สถานการณ์ปัจจุบันรุนแรงกว่า บ่งชี้ว่าหากความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ผลกระทบต่อราคามีโอกาสแรงและยืดเยื้อกว่าเดิม เหตุการณ์ในอดีตชี้ว่าตลาดสามารถขยับเร็วมาก
การจัดพอร์ตเพื่อรับความเสี่ยงการยกระดับ
ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกดดันเศรษฐกิจโลกและอาจกดดันดัชนีหุ้นหลักให้ปรับลง ปฏิกิริยา “ทรงตัว” ของดาวโจนส์อาจสะท้อนความหวังว่าจะทำข้อตกลง มากกว่าจะสะท้อนผลของการปิดกั้น นักลงทุนอาจพิจารณาซื้อพุตออปชัน (put option คือสิทธิในการขายที่ราคาและเวลาที่กำหนด) บน S&P 500 และ Dow Jones Industrial Average เพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดปรับฐาน (hedge คือการทำรายการเพื่อลดความเสี่ยงขาดทุน)
ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปิดกั้นคือธุรกิจขนส่งทางเรือและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ให้บริการเรือบรรทุกน้ำมัน ต้นทุนดำเนินงานมีแนวโน้มพุ่งจากค่าเบี้ยประกันและความจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมที่ยาวขึ้น ซึ่งกระทบกำไรอย่างชัดเจน
ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหลักในภาวะนี้ และการปรับขึ้นช่วงแรกสะท้อนความอ่อนไหวต่อวิกฤต ธนาคารกลางหลายแห่งซื้อทองคำต่อเนื่อง โดยซื้อรวมกว่า 800 ตันในปี 2025 เพียงปีเดียว ช่วยพยุงราคา นักลงทุนอาจพิจารณาเพิ่มสัดส่วนในสัญญาทองคำล่วงหน้า หรือคอลออปชันบนกองทุน ETF ทองคำ (ETF คือกองทุนที่ซื้อขายในตลาดหุ้น) เพื่อป้องกันความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจแย่ลง