ราคาเงิน (Silver: XAG/USD) ซื้อขายใกล้ 74.10 ดอลลาร์ในวันจันทร์ ลดลง 2.23% หลังร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดระหว่างวันราว 72.61 ดอลลาร์ ราคาพยายามทรงตัว แต่ยังถูกกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ (ความเสี่ยงจากเหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศที่กระทบตลาดการเงิน)
บรรยากาศการลงทุนอ่อนลงหลังการเจรจาสันติภาพสหรัฐ–อิหร่านล้มเหลวในช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้ความพยายามหยุดยิงระยะยาวในตะวันออกกลางไม่สำเร็จ สหรัฐประกาศมาตรการทางทหารเพื่อสกัดกั้นการเดินเรือที่เชื่อมโยงกับท่าเรือของอิหร่าน โดยโฟกัสที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งพลังงานโลก
Oil Prices And Inflation Expectations
ความกังวลเรื่องอุปทานพลังงานหนุนราคาน้ำมัน โดยเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (West Texas Intermediate: WTI ซึ่งเป็นราคาน้ำมันดิบมาตรฐานของสหรัฐ) ซื้อขายแถว 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ตลาดกังวลเงินเฟ้อมากขึ้น (เงินเฟ้อคือระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวมปรับขึ้น)
เมื่อความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ตลาดปรับคาดการณ์นโยบายธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve: Fed หรือ “เฟด”) ไปในทิศทางดอกเบี้ยจะอยู่สูงนานขึ้น หรืออาจปรับขึ้นอีก ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกผล (non-yielding assets คือสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ย/เงินปันผล) อย่าง “เงิน” เพราะต้นทุนโอกาสของการถือครองสูงขึ้น (opportunity cost คือผลประโยชน์ที่เสียไปเมื่อเลือกถือสินทรัพย์หนึ่งแทนอีกสินทรัพย์)
ปฏิทินข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐช่วงต้นสัปดาห์มีไม่มาก โดยตลาดจับตาการประกาศดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index: PPI คือดัชนีวัดการเปลี่ยนแปลงต้นทุนสินค้าในระดับผู้ผลิต ซึ่งมักใช้เป็นสัญญาณเงินเฟ้อ) ในวันอังคาร ข้อมูล PPI อาจช่วยสะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางนโยบายของเฟด
Fed Policy And Silver Positioning
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมาแถว 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กำลังกระตุ้นความกังวลเงินเฟ้อ และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น หลังดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI คือดัชนีเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภค) เดือนก่อนบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อยัง “เหนียว” อยู่ที่ 3.5% เมื่อเทียบรายปี ตลาดจึงประเมินว่าโอกาสลดดอกเบี้ยปีนี้จะน้อยลง สภาพแวดล้อมนี้ทำให้การถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกผลอย่างเงินมีต้นทุนโอกาสสูงขึ้น และดูไม่น่าสนใจ
ในช่วงปี 2022–2023 เคยเกิดรูปแบบคล้ายกัน เมื่อราคาพลังงานช็อกทำให้ธนาคารกลางเร่งขึ้นดอกเบี้ย ช่วงนั้นบทบาท “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe haven คือสินทรัพย์ที่นักลงทุนมักถือเมื่อความเสี่ยงสูง) ของเงินถูกกลบด้วยแรงจูงใจจากผลตอบแทนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาเงินปรับตัวตามหลัง ประวัติศาสตร์ชี้ว่าเมื่อเฟดใช้นโยบายเข้มงวด (hawkish คือแนวโน้มเน้นขึ้นดอกเบี้ย/คุมเงินเฟ้อ) เพื่อต่อสู้เงินเฟ้อ มักมีอิทธิพลต่อราคาเงินมากกว่าความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
นักลงทุนควรจับตารายงาน PPI วันอังคาร หาก PPI ออกมาสูง จะยืนยันว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้น อาจหนุนดอลลาร์แข็งค่าต่อ และกดดันราคาเงินเพิ่มเติม
แม้มุมมองด้านดอกเบี้ยจะท้าทาย แต่ต้องไม่ลืมว่า “อุปสงค์ภาคอุตสาหกรรม” เป็นแรงพยุงสำคัญของเงิน กระแสพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลกทำให้ความต้องการใช้เงินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยการติดตั้งโซลาร์ปี 2025 ขยายตัวมากกว่า 30% ซึ่งดูดซับอุปทานโลหะจำนวนมาก ความต้องการเชิงกายภาพ (physical demand คือความต้องการซื้อเพื่อใช้จริง ไม่ใช่เก็งกำไร) อาจช่วยสร้าง “ฐานราคา” หากความตึงเครียดทางการทูตเริ่มคลี่คลาย
อัตราส่วนทองคำต่อเงิน (gold-to-silver ratio คือจำนวน “ออนซ์เงิน” ที่ใช้แลก “ออนซ์ทอง” 1 ออนซ์) ขยับกว้างขึ้นเกิน 90 จากค่าเฉลี่ย 84 ของปีก่อน สะท้อนว่าเงินให้ผลแย่กว่าทองอย่างมาก บ่งชี้ว่าทองได้แรงซื้อฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่เงินถูกถ่วงมากกว่าจากปัจจัยอุตสาหกรรมและดอกเบี้ย