USD/JPY เปิดสัปดาห์ด้วย “ช่องว่างขาขึ้น” (bullish gap: ราคาเปิดสูงกว่าราคาปิดวันก่อน สะท้อนแรงซื้อช่วงเปิดตลาด) แต่ไปต่อได้ไม่มาก และยังอยู่ต่ำกว่า 160.00 จนถึงช่วงตลาดยุโรป ภาวะตลาดที่เอื้อยังคงทำให้ภาพรวมเอนขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3
เงินเยนอ่อนค่าท่ามกลางความกังวลเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงสำคัญคือการเดินเรืออาจสะดุดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก) หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มปิดล้อมเส้นทางดังกล่าว หลังการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ‑อิหร่านล้มเหลว
Middle East Risk And Yen Weakness
การเจรจาสหรัฐฯ‑อิหร่านจบลงโดยไม่มีความคืบหน้า หลังหารือเกือบ 21 ชั่วโมง การโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนยังคงดำเนินต่อ เพิ่มความเสี่ยงในตลาด หนุนราคาน้ำมันดิบ และเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อ
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นดัน “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น” (Japanese government bond yields: ผลตอบแทนที่ผู้ถือพันธบัตรได้รับ ซึ่งมักขยับขึ้นเมื่อราคาพันธบัตรลง) และเพิ่มแรงกดดันต่อเยน เพราะญี่ปุ่นต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ขณะเดียวกันเงินดอลลาร์สหรัฐยังได้แรงหนุนจากสถานะ “สกุลเงินสำรอง” (reserve currency: สกุลเงินที่ใช้ถือเป็นทุนสำรองและใช้ชำระธุรกรรมระหว่างประเทศ)
ตลาดคาดเฟดจะ “เข้มงวด” มากขึ้น (hawkish: แนวโน้มใช้นโยบายการเงินตึงตัว เช่น คง/ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ) จากความกังวลเงินเฟ้อที่โยงกับราคาพลังงาน จึงหนุนดอลลาร์ อย่างไรก็ดี กระแสคาดการณ์ว่าญี่ปุ่นอาจดำเนินการสกัดการอ่อนค่าของเยน ทำให้การขึ้นต่อของ USD/JPY ถูกจำกัด
เมื่อย้อนมองช่วงเดียวกันในปี 2025 USD/JPY เคลื่อนไหวกดดันระดับ 160.00 จากความตึงเครียดตะวันออกกลางและเฟดสายเข้มงวด ปัจจัยหลักที่ขวางคู่เงินคือความเสี่ยงสูงที่ทางการญี่ปุ่นจะ “แทรกแซงค่าเงิน” (intervention: การเข้าซื้อ/ขายเงินตราโดยรัฐเพื่อชะลอหรือเปลี่ยนทิศทางค่าเงิน) ทำให้ตลาดเผชิญแรงผลักดันพื้นฐานให้ขึ้น แต่เสี่ยงกลับตัวแรงจากนโยบาย
ต่อมาพิสูจน์แล้วว่าความเสี่ยงนั้นเกิดขึ้นจริง เพราะทางการเข้าดูแลค่าเงินในช่วงปลายปี 2025 เพื่อพยุงเยน โดยใช้เงินมากกว่า 9 ล้านล้านเยน ส่งผลให้ราคาปรับลงแรงในระยะสั้น ตอกย้ำว่าแม้ปัจจัยพื้นฐานชี้ทางเดียว แต่นโยบายภาครัฐสร้างความผันผวนรุนแรงได้เมื่อถึงเวลา
Rate Differential And Intervention Risk
แรงขับเคลื่อนหลักยังเป็น “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” (interest rate gap: ช่องว่างดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศที่มีผลต่อเงินทุนไหล) ระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ซึ่งชัดขึ้นในเดือนเมษายน 2026 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดอยู่ที่ 5.25% ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเพิ่งขยับดอกเบี้ยขึ้นมาเพียง 0.1% ส่วนต่างมากกว่า 500 “จุดฐาน” (basis points: 1 จุดฐาน = 0.01%) ทำให้การถือสถานะซื้อ USD/JPY เพื่อรับผลตอบแทน (carry trade: กู้/ขายสกุลเงินดอกเบี้ยต่ำไปซื้อสกุลเงินดอกเบี้ยสูงเพื่อกินส่วนต่าง) ยังดูน่าสนใจ
ณ วันนี้ 13 เม.ย. 2026 คู่เงินกลับมาท้าทายระดับ 159.50 อีกครั้ง เพราะเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดออกมาร้อนแรงกว่าคาดที่ 3.4% ทำให้ความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยเฟดในระยะใกล้ถูกเลื่อนออกไป ภาพนี้คล้ายปี 2025 แต่รอบนี้มาจากแรงกดดันด้านราคาภายในประเทศที่ดื้อด้านมากกว่าเหตุช็อกจากพลังงาน ตลาดจึงกลับมาทดสอบท่าทีของกระทรวงการคลังญี่ปุ่น
ภายใต้ฉากทัศน์นี้ อาจพิจารณาซื้อ “ออปชันคอล” (call options: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาและเวลาที่กำหนด) ของ USD/JPY ที่ราคาใช้สิทธิ (strike: ราคาที่กำหนดในสัญญาออปชัน) แถว 161.00 และ 162.00 เพื่อได้ประโยชน์หากแรงกดดันขาขึ้นพาราคาทะลุจุดสูงเดิม ข้อดีคือขาดทุนสูงสุดจำกัดอยู่ที่ “ค่าเบี้ยประกัน” (premium: เงินที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน) ช่วยกันความเสี่ยงหากทางการญี่ปุ่นแทรกแซงจนราคาหล่นเร็ว
สำหรับแนวทางระมัดระวังขึ้น สามารถใช้ “บูลคอลสเปรด” (bull call spread: กลยุทธ์ซื้อคอลราคาใช้สิทธิต่ำ และขายคอลราคาใช้สิทธิสูง เพื่อลดต้นทุน) โดยซื้อคอลที่ 160.00 และขายคอลที่ 162.50 พร้อมกัน เพื่อช่วยลดเงินจ่ายเริ่มต้น และได้กำไรหากราคาไต่ขึ้นแบบจำกัด ขณะที่ความเสี่ยงถูกกำหนดไว้ชัดเจนในภาวะตึงตัวเช่นนี้