GBP/USD เปิดสัปดาห์ด้วย “ช่องว่างขาลง” (bearish gap: ราคาเปิดต่ำกว่าราคาปิดวันก่อนหน้า สะท้อนแรงขาย) ยุติการปรับขึ้นต่อเนื่อง 5 วัน หลังแตะราว 1.3485 เมื่อสัปดาห์ก่อน จากนั้นดีดกลับจากจุดต่ำสุดช่วงเอเชียขึ้นมาใกล้ 1.3400 ลดลงเกือบ 0.45% ในวันเดียว
บรรยากาศตลาดอ่อนลงหลังการเจรจาสหรัฐ–อิหร่านจบลงโดยไร้ข้อตกลง หลังหารือนานเกือบ 21 ชั่วโมง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่ากองทัพเรือสหรัฐจะเริ่ม “ปิดล้อม” ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) เพิ่มความเสี่ยงความตึงเครียดตะวันออกกลาง และกระทบความเป็นไปได้ของการหยุดยิง 2 สัปดาห์
ภาวะปิดรับความเสี่ยงหนุนดอลลาร์
การหันไปเน้นความระมัดระวัง (risk-off: นักลงทุนลดการถือสินทรัพย์เสี่ยง) หนุนเงินดอลลาร์สหรัฐ และกดดัน GBP/USD ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยิ่งเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อ ทำให้ความต้องการถือดอลลาร์เพิ่มขึ้น
วันศุกร์ที่ผ่านมา ข้อมูลชี้ว่าเงินเฟ้อสหรัฐเพิ่มขึ้นแรงสุดในรอบเกือบ 4 ปีในเดือนมีนาคม ส่งผลให้ตลาดลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed: ธนาคารกลางของสหรัฐ) จะลดดอกเบี้ย และทำให้ตลาดจับตาความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยปีนี้มากขึ้น ดันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yields: อัตราผลตอบแทนจากการถือพันธบัตรรัฐ) ปรับขึ้น
ความคาดหวังว่าแบงก์ชาติอังกฤษ (BoE: ธนาคารกลางอังกฤษ) อาจใช้นโยบายตึงตัวมากขึ้น (hawkish: มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย/คุมเงินเฟ้อเข้ม) ช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินปอนด์ โดย BoE ส่งสัญญาณว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วสุดในเดือนเมษายน ขณะเดียวกันเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรยังเสี่ยงต่อแรงกระแทกราคาพลังงานที่โยงกับความขัดแย้งอิหร่าน
นักลงทุนยังระวังการเพิ่มสถานะ “ฝั่งขาขึ้น” ของเงินปอนด์ (bullish positions: การถือสถานะคาดหวังราคาเพิ่มขึ้น) หากยังไม่เห็นแรงส่งต่อเนื่อง การรีบาวด์รอบล่าสุดเริ่มจากบริเวณกลาง 1.3100 ใกล้จุดสูงสุดตั้งแต่ต้นปี (year-to-date high: จุดสูงสุดนับจากต้นปี) ที่ทำไว้เมื่อ 31 มีนาคม