อัตราเงินเฟ้อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการที่ประชาชนซื้อ) ของจีนชะลอลงมาอยู่ที่ 1.0% เมื่อเทียบรายปี หลังเทศกาลตรุษจีน ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI: ตัวชี้วัดราคาสินค้าในระดับโรงงาน/ต้นทางการผลิต) กลับมาเป็นบวกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 โดยแตะ 0.5% เมื่อเทียบรายปีในเดือนมีนาคม
ต้นทุนเชื้อเพลิงภาคขนส่งเพิ่มขึ้น 10.0% เมื่อเทียบรายเดือนในเดือนมีนาคม ส่งผลให้อัตราเมื่อเทียบรายปีขยับขึ้นเป็น 3.4% จากเดิม -9.7% เมื่อเทียบรายปีในช่วง 2 เดือนแรกของปี
ราคาผู้ผลิตจีนกลับมาเป็นบวก
จีนเผชิญภาวะ PPI ติดลบต่อเนื่องยาวนาน 41 เดือน ก่อนกลับมาเติบโตในเดือนมีนาคม โดยหมวดเหมืองโลหะนอกกลุ่มเหล็ก (เช่น ทองแดง อะลูมิเนียม) เพิ่มขึ้น 36.4% และหมวดหลอมและแปรรูปเพิ่มขึ้น 22.4% เป็นกลุ่มที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการปรับขึ้นของ PPI ในเดือนดังกล่าว
เงินเฟ้อ CPI ปิดท้ายในช่วง 3 ปีหลังสุดที่ระดับ 0.2% เมื่อเทียบรายปีหรือต่ำกว่า โดยบทความระบุว่าแนวโน้มบางอย่างอาจเปลี่ยนไปในปีนี้
เราพบสัญญาณตั้งแต่ต้นว่าจีนเริ่มเปลี่ยนจากภาวะเงินฝืด (ราคาสินค้าโดยรวมลดลงต่อเนื่อง) กลับมาเป็นภาวะราคาเพิ่มขึ้น โดยราคาผู้ผลิตเพิ่งกลับมาเป็นบวกครั้งแรกตั้งแต่ปลายปี 2022 ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อภาคการผลิต แนวโน้มนี้ชัดขึ้นจากข้อมูลล่าสุดที่ PPI ของจีนทรงตัวที่ 1.8% เมื่อเทียบรายปีสำหรับเดือนมีนาคม 2026 สะท้อนการฟื้นตัวต่อเนื่อง
ตลาดอัตราดอกเบี้ยและสัญญาณนโยบาย
ปัจจัยหลักที่เห็นคือ “ต้นทุนพลังงาน” ยังมีบทบาทสำคัญ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีน (การผลิตของโรงงาน) ขยายตัว 6.5% ในไตรมาส 1/2026 ทำให้อุปสงค์พลังงานเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบโลกยังอยู่เหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักลงทุนอาจพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากราคาที่แข็งแรงต่อเนื่อง เช่น ซื้อออปชันคอล (Call option: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อในราคาที่กำหนด) บนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ (Futures: สัญญาตกลงซื้อขายในอนาคต)
แรงกดดันด้านราคาอย่างต่อเนื่องกำลังเปลี่ยนมุมมองต่ออัตราดอกเบี้ย แม้ธนาคารกลางจีน (PBoC) ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่ตลาดเริ่ม “คาดการณ์และสะท้อนราคา” ถึงโอกาสขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปี ซึ่งต่างจากช่วงเงินฝืดก่อนหน้า ทำให้ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives: สัญญาทางการเงินอ้างอิงสินทรัพย์อื่น) ที่เกี่ยวกับดอกเบี้ย เช่น สวอป (Swap: สัญญาแลกเปลี่ยนกระแสเงินสด/อัตราดอกเบี้ย) เป็นจุดที่ควรจับตาเพื่อดูสัญญาณการเปลี่ยนทิศนโยบาย
แรงส่งของการกลับมาขยายตัวของราคา (Reflation: ภาวะที่ราคาเริ่มเพิ่มขึ้นหลังจากซบเซาหรือเงินฝืด) ยังส่งผลต่อตลาดหุ้นจีน โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกล่าวถึงก่อนหน้า ดัชนีวัสดุของ CSI 300 ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดรวมมากกว่า 8% ตั้งแต่ต้นปี สะท้อนว่าการซื้อออปชันคอลบนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity: สินค้าพื้นฐานอย่างโลหะ น้ำมัน) และกองทุน ETF เฉพาะกลุ่ม (ETF: กองทุนดัชนีที่ซื้อขายเหมือนหุ้น) อาจมีโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่ม
สุดท้าย ตลาดเงินเริ่มตอบรับการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานเศรษฐกิจ ฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นและโอกาสดอกเบี้ยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจหลักอื่น ช่วยหนุนเงินหยวน จึงควรติดตามความผันผวนของคู่เงิน USD/CNH (ดอลลาร์สหรัฐ/หยวนออฟชอร์) หากหลุดต่ำกว่าระดับสำคัญตามการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis: การดูแนวรับ-แนวต้านจากกราฟราคา) อาจเป็นสัญญาณของแนวโน้มใหม่